การจัดการโคขุน

การจัดการโคขุน ก่อนนำโคมาขุน เรามาทราบแหล่งที่มาของโคที่จะนำมาขุนก่อนว่า สามารถหาจากที่ไหนได้บ้าง และควรเลือกโคลักษณะอย่างไร

แหล่งที่มาของโคที่จะนำมาขุน

[wpsm_toplist]

ลูกโคนมเพศผู้

ซึ่งเป็นลูกโคที่มักจำหน่ายออกมาจากฟาร์มโคนมหลังคลอด หรืออายุประมาณ 7 วัน ดังนั้นจึงต้องนำมาเลี้ยงด้วยน้ำนมก่อนตัวละประมาณ 200 -300 บาท

ลูกโคหย่านม

ได้แก่ ลูกโคพื้นเมือง ลูกผสมบราห์มัน หรือลูกผสมโคเนื้อเมืองหนาว เช่น ชาร์โรเล่ห์ หรือ ลิมูซิน เป็นต้น ซึ่งจะมีน้ำหนักตัวประมาณ 150 -210 กก. ซึ่งลูกโคหย่านมเหล่านี้อาจนำมาเข้าขุนได้ หรืออาจนำโคเหล่านี้ไปเลี้ยงแบบปล่อยทุ่ง หรือให้อาหารทุ่ง หรือให้อาหารหยาบ เพื่อให้โคมีโครงสร้างและน้ำหนักมากขึ้น ก่อนที่จะนำมาขุนต่อไป

โครุ่น

ได้แก่โคหนุ่มหรือโคสาว ที่มีอายุมากกว่า 1 ปีขึ้นไป เป็นโคที่ผ่านการหย่านมและเลี้ยงให้มีโครงสร้างและน้ำหนักตัวมากขึ้น โดยมีน้ำหนักตัวประมาณ 250 -360 กก. เมื่อนำมาขุนด้วยอาหารข้นอย่างเต็มที่จะใช้ เวลาในการขุนนาน 80 -150 วัน และให้เนื้อโคขุนคุณภาพเยี่ยม

โคแก่

หรือโคที่ผ่านการใช้งานหรือมีอายุมาก โคเหล่านี้จะมีโครงสร้างของร่างกายใหญ่ หรือโตเต็มที่แล้วหากมีสภาพที่ผอม เมื่อนำมาขุนจะสร้างกล้ามเนื้อได้รวดเร็ว และใช้เวลาขุนไม่นานนัก แต่คุณภาพเนื้อโคยังไม่ดีนัก

การจัดการโคขุน

เมื่อโคเข้ามาอยู่ในคอกขุนใหม่ๆ ควรปฏิบัติดังนี้

  • จัดกลุ่มโคที่จะทำการขุนให้มีขนาด อายุและสภาพร่างกายที่สม่ำเสมอสำหรับโคที่เลี้ยงในคอกเดียวกัน พร้อมทั้งมีการบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับตัวโค
  • มีน้ำสะอาดให้โคกินตลอดเวลา และไม่ควรให้น้ำตากแดดเพราะน้ำจะร้อนและโคจะกินน้ำน้อยลงและกินอาหารน้อยลงด้วย
  • ให้โคกินอาหารชนิดเดียวกับที่โคเคยกินเป็นเวลา 1 -2 วัน เช่น ถ้าก่อนซื้อโคเคยกินฟางก็ควรให้โคกินฟาง หรือกินหญ้าแห้ง ไม่ควรให้กินหญ้าสดทันทีทันใด
  • เมื่อโคเริ่มหายเครียดคือ ประมาณวันที่ 2 -3 จึงเริ่มฝึกให้กินอาหารข้นโดยให้จำนวนน้อยๆก่อน หมั่นสังเกตว่าโคมีอาการผิดปกติหรือไม่ เช่น ท้องอืด ยืนซึม ไม่เคี้ยวเอื้องเป็นต้น ถ้าปกติก็เพิ่มอาหารข้นให้อีก ในวันที่ 5 -6 และเพิ่มขึ้นเรื่อยๆจนกระทั่งถึงปริมาณที่ต้องการในวันที่ 14 -15
  • ให้ยาถ่ายพยาธิตัวกลมและพยาธิใบไม้ ยาถ่ายพยาธิมีขายในท้องตลาดหลายชนิดควรขอคำแนะนำจากปศุสัตว์อำเภอ
  • ฉีดวัคซีนป้องกันโรคระบาด ซึ่งในแต่ละท้องที่อาจจะไม่เหมือน แต่โรคที่สำคัญๆ คือโรคปากและเท้าเปื่อย 3 ชนิด กับโรคเฮโมรายิกเซฟติกซีเมีย
  • ถ้าโคมีเห็บต้องฉีดยาฆ่าเห็บ เช่น อาซุนโทน หรือเซฟวิน รายละเอียดอ่านได้จากสลากยา
  • ถ้าจำเป็นต้องตอนโค (เพราะความต้องการของตลาด) ก็ควรตอนในระยะเริ่มขุนนี้ การตอนควรใช้คีมตอนโค (เบอร์ดีซโซ่) หรือเครื่องมือตอนโค “กำแพงแสน” ไม่ควรใช้วิธีทุบแบบพื้นบ้านเพราะจะทำให้โคบอบช้ำมาก
  • ฝังฮอร์โมนเร่งการเติบโตใต้ใบหู (ไม่ทำก็ได้ แต่จากรายงานวิจัยพบว่ทำให้อัตราการเจริญเติบโตเพิ่มขึ้น ประมาณ 10 %)
  • ให้โคอยู่ในคอกตลอดเวลา หรือถ้าเลี้ยงเพียง 2 -3 ตัว อาจจะจูงโคมาผูกล่ามใต้ร่มไม้ใกล้ๆคอกบ้างก็ได้ ไม่นิยมปล่อยโคลงไปแทะเล็มหญ้าในแปลงเพราะทำให้โคต้องเสียพลังงานมาก และทำให้หญ้าเสื่อมโทรมด้วย อย่างไรก็ตามถ้าจะเลี้ยงโดยวิธีปล่อยให้กินหญ้าในแปลงก็ได้ แต่ต้องพยายามไม่ให้โคต้องเดินมากและไม่ควรให้ แทะเล็มขณะแดดร้อนจัด
  • ให้กินอาหารข้นวันละ 1 หรือ 2 ครั้ง ในเวลาใดก็ได้แต่ต้องให้เหมือนกันทุกวันอย่างสม่ำเสมอ อาหารหยาบ (หญ้าหรือฟางหรือต้นข้าวโพดหรือยอดอ้อย หรือเปลือกสับปะรด) ให้โคกินอย่างเต็มที่

(ถ้าต้องการใช้อาหารข้นร่วมกับเปลือกสบปะรดควรเติมปูนขาวลงไปในอาหาร 2.5 กก.ทุกๆ 100 กก.ของอาหารข้นเพื่อลดการเป็นกรด)

  • มีน้ำสะอาด (น้ำบ่อก็ใช้ได้) ให้โคตลอดเวลา
  • เปลี่ยวัสดุรองพื้นคอกเมื่อเห็นว่าชื้นแฉะ เพราะอาจทำให้เป็นปอดบวมได้
  • โคที่ไม่กินอาหารควรฉีดวิตามินบี 12 เพื่อกระตุ้นจุลินทรีย์ที่ช่วยย่อยเยื่อใยของอาหาร และให้แร่ธาติที่มีโคบอลต์ด้วยเพื่อเสริมการออกฤทธิ์ของวิตามิน
  • ถ้าอากาศร้อนมากควรฉีดน้ำหรืออาบน้ำแปรงขนให้โคบ้าง จะทำให้โคไม่เครียดและโตเร็ว
  • หมั่นสังเกตพฤติกรรมปกติของโคแต่ละตัว ถ้าเมื่อใดเห็นว่าโคตัวใดมีอาการผิดไปจากปกติแสดงว่าอาจจะไม่ค่อยสบาย ต้องหาสาเหตุและรีบแก้ไข ถ้าเป็นไปได้ควรปรึกษาสัตวแพทย์

 

คอกโคเนื้อ การเตรียมคอกสำหรับโคขุน

คอกโคเนื้อ การเตรียมคอกสำหรับโคขุนหลังจากที่เราได้ทราบเกี่ยวกับพันธุ์โค อายุ ลักษณะที่สำคัญในการคัดเลือกโคที่จะนำมาขุน ขั้นตอนการจัดเตรียมคอกควรมีลักษณะดังนี้

ลักษณะของ คอกโคเนื้อ ที่ดี

  1. คอกควรอยู่บนที่ดอนและระบายน้ำได้ดี
  2. พื้นที่คอก ควรมีพื้นที่ให้พอเหมาะกับขนาดของตัวโคขุน

– โคเล็ก (100 -200 กก.) ควรมีพื้นที่คอก 6 ตารางเมตรต่อตัว

– โคใหญ่ (300 -400 กก.) ควรมีพื้นที่คอก 8 ตารางเมตรต่อตัว

  1. ควรมีหลังคาอย่างน้อย 1 ใน 3 ของพื้นที่คอก
  2. พื้นคอกควรเป็นพื้นคอนกรีตผิวหยาบอาจจะใช้เหล็กหรือไม้กวาดมือเสือครูดผิวหน้าคอนกรีตให้เป็นรอยเพื่อป้องกันโคลื่นล้ม อาจจะใช้แกลบขี้กบหรือฟางรองพื้นหนาประมาณ 5 เซนติเมตร ก็ได้แล้วแต่ความเหมาสม
  3. กั้นคอกด้วยไม้ไผ่หรือวัสดุอื่นๆ ที่มีอยู่โดยกั้นเป็น 4 แนว ให้แนวบนสุดอยู่เหนือจากพื้นดินประมาณ 150 เซนติเมตร
  4. มีอ่างน้ำดื่มสำหรับโคโดยอาจใช้วงซีเมนต์ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 80 เซนติเมตรสุง 40 เซนติเมตร สามารถบรรจุน้ำได้ 200 ลิตร ซึ่งพอเพียงสำหรับโค 6 -8 ตัวกินได้ 1 วัน
  5. รางอาหารควรเป็นรางคอนกรีตและมีพื้นที่อย่างน้อย 20 -24 นิ้วต่อตัว
  6. มุ้ง ใช้ในบริเวณที่มียุงหรือแมลงรบกวนมาก ซึ่งอาจเป็นสาเหตุให้ตาอักเสบและพยาธิในตา และป้องกันอาหารหกหล่นทางอ้อมเนื่องจากการส่ายหัวขณะกินอาหาร

การเลี้ยงโคเนื้อ

การเลี้ยงโคเนื้อ ปัจจุบันรัฐบาลมีนโยบายการส่งเสริมการเลี้ยงและผลิตโคเนื้อมากยิ่งขึ้น  ดังนั้นการเลี้ยงโคในอดีตของบ้านเรายังต้องมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการเลี้ยง พันธุกรรม  การจัดการฟาร์มให้มีมาตรฐาน เพื่อให้เราสามารถผลิตโคเนื้อให้มีคุณภาพมากยิ่งขึ้นตามความต้องการของตลาดซึ่งเป็นผลดีต่อเกษตรกรเองด้วย

เนื่องจากโคพื้นเมืองของเรา เป็นโคขนาดเล็ก ตัวผู้เมื่อโตเต็มที่จะมีน้ำหนักประมาณ 350 ก.ก. ตัวเมีย 250 ก.ก. ปัจจุบันได้มีการปรับปรุงให้โคพื้นเมองมีขนาดใหญ่ขึ้นและใช้งานได้ดีโดยนำพ่อพันธุ์สายพันธุ์อื่น เช่น บราห์มัน  ชาร์โรเลส์  มาเริ่มผสมกับแม่โคพื้นเมือง ทำให้ได้โคที่โตได้ดีกว่าพันธุ์พื้นเมือง สามารถนำเลี้ยงเป็นโคเนื้อคุณภาพสูงเป็นที่นิยมของตลาด

การพิจารณาในการเลือกซื้อโคเนื้อมาเลี้ยง

  1. ซื้อจากฟาร์มที่ไม่มีโรคระบาดมาก่อน
  2. ดูใบประวัติโคตัวนั้นๆ ถ้ามี
  3. คัดเลือกโคที่มีรูปร่างลักษณะที่ดี
  4. มีการตรวจโรคแท้งติดต่อก่อนซื้อ

การเลี้ยงโคเนื้อ 4 ปัจจัยการนำโคมาขุน

[wpsm_toplist]

พันธุ์โคเนื้อ

1.โคพื้นเมือง

ตลาดชั้นสูงไม่ต้องการเพราะซากเล็กไขมันแทรกน้อย หน้าตัดเนื้อสันเล็ก และค่านิยมของตลาดที่ถูกสร้างขึ้น  ตลาดชั้นกลาง ไม่ต้องการเพราะซากเล็ก  ตลาดพื้นบ้าน (วัวมัน) ชอบเพราะวัวพื้นเมืองอายุมาก มีมันหุ้มซากหนาและสีเหลือง และความเคยชินของตลาดพื้นบ้าน

2.โคที่มีเลือดบราห์มัน

ตลาดชั้นสูงไม่ต้องการเพราะไขมันแทรกน้อย  หน้าตัดเนื้อสันเล็กและค่านิยมของตลาดที่ถูกสร้างขึ้น

ตลาดพื้นบ้าน ตำหนิเรื่องกระดูกใหญ่

  1. โคที่มีเลือดชาร์โรเลส์

ตลาดพื้นบ้านตำหนิว่าไขมันหุ้มซากบางและไม่เป็นสีเหลือง

  1. โคที่มีเลือดขาว – ดำ ตลาดพื้นบ้าน ตำหนิว่าไขมันหุ้มซากไม่เป็นสีเหลืองและเนื้อเหลว

พอจะสรุปได้ว่า ถ้าจะเลี้ยงโคขุนเพื่อส่งตลาดชั้นสูงควรใช้โคลูกผสมชาร์โรเลส์ ถ้าจะเลี้ยงเพื่อส่งตลาดพื้นบ้าน และตลาดชั้นกลางควรใช้โคลูกผสมบราห์มัน

เพศ

  1. โครุ่นเพศผู้ไม่ตอนจะมีอัตราการเจริญเติบโตต่อวันสูงกว่าโครุ่นเพศผู้ตอน ประมาณ 5 -10 % และมีประสิทธิภาพการใช้อาหารสูงกว่าประมาณ 3- 5 % ทั้งนี้เพราะฮอร์โมนจากลูกอัณฑะเป็นตัวเร่งการเจริญเติบโต
  2. โครุ่นเพศผู้ตอนจะมีไขมันแทรกดีกว่า อัตราการเจริญเติบโตต่อวันสูงกว่าโครุ่นเพศเมียประมาณ

10 -15 %  และมีประสิทธิภาพการใช้อาหารสูงกว่า  5 – 10 %

  1. โคเพศเมียมีคุณภาพซากและเปอร์เซนต์ซากต่ำกว่าโคเพศผู้เล็กน้อย แต่ราคาซื้อก่อนขุนจะแพงกว่า
  2. ตลาดเนื้อชั้นสูงในกรุงเทพ ฯ ต้องการเนื้อที่มีไขมันแทรก ดังนั้นจึงไม่สามารถใช้โคเพศผู้ที่ไม่ตอนได้
  3. ตลาดเนื้อพื้นบ้านทั่วไปต้องการเนื้อที่มีไขมันหุ้มซากหนาๆ และไขมันมีสีเหลืองเข้ม จึงนิยมซื้อโคเพศผู้ตอนหรือโคเพศเมียที่มีอายุมาก ( เรียกว่า “วัวมัน” ) โดยให้ราคาสูงกว่าโคเพศผู้ไม่รตอน
  4. ตลาดเนื้อที่ใช้เนื้อสำหรับทำลูกชิ้นต้องการเนื้อที่ไม่มีมัน และสีเข้มจึงนิยมใช้โคเพศผู้ไม่ตอน
  5. การขุนโคเพศผู้ไม่ตอนแบบขังรวมกันคอกละหลายตัวจะมีปัญหาเรื่องการขวิดกัน

อายุโคเนื้อ

เราสามารถประเมินอายุโคที่นำมาเลี้ยง ได้จากการดูจำนวนฟันบริเวณฟันหน้าล่าง โดยฟันแท้ของโคจะมีขนาดใหญ่กว่าฟันน้ำนม สำหรับโคที่ยังไม่มีฟันแท้ แสดงว่าอายุไม่เกิน 1 ปี และฟันแท้จะให้มา 1 คู่ต่อปี จนครบ 4 คู่ ดังนั้นหากโคมีฟันแท้ 1 คู่ แสดงว่าโคตัวนั้นอายุประมาณ 2 ปี หากมี 4 คู่เต็มแสดงว่ามีอายุอย่างน้อย 5 ปี เป็นต้น การเลือกซื้อโคตามอายุจะมีข้อควรคำนึงดังนี้

  1. ถ้าซื้อลูกโคมาขุน ควรจะเลือกลูกโคที่อ้วนแล้วมาขุน โดยปกติการหย่านมโคเนื้อจะมีค่ามาตรฐานอายุหย่านมที่ 205 วัน หรือมีน้ำหนักตัวประมาณ 210 กก. ขึ้นอยู่กับน้ำหนักตัวของแม่โคและปริมาณน้ำนมที่แม่โคเนื้อผลิตได้ สำหรับลูกโคที่จะนำมาขุนควรจะหย่านมก่อนนำมาขุนอย่างน้อย 21 -45 วัน เพื่อให้ลูกโคได้ปรับตัวก่อนที่จะดำเนินการเคลื่อนย้าย ทำวัคซีน ตัดเขา ตอน ฝังฮอร์โมนและถ่ายพยาธิเป็นต้น ถ้าจะเอาโคอายุมากมาขุน ควรเลือกโคที่มีโครงสร้างใหญ่ แต่อยู่ในสภาพผอมมาขุน
  2. ถ้าความต่างราคาระหว่างโคกอ่นขุนกับโคหลังขุนมีมากควรจะขุนโคใหญ่แต่ถ้าลูกโคก่อนขุนมีราคาสูงควรจะขุนตั้งแต่อายุยังน้อยเพื่อประหยัดเงินค่าตัวโคแต่หวังกำไรจากการเจริญเติบโต
  3. ถ้าความต่างระหว่างการเจริญเติบโตกับราคาโคหลังขุนมีมาก กล่าวคือ อาหารข้นมีราคาถูกควรขุนโคตั้งแต่อายุยังน้อย แต่ถ้าอาหารข้นราคาแพงควรจะขุนโคใหญ่เพื่อละระยะเวลาขุน
  4. การขุนโคอายุน้อยต้องใช้เวลานานมากกว่าการขุนโคใหญ่

ระยะเวลาในการขุนโค

อายุโคระยะเวลาในการขุน (เดือน)
โคหย่านม10
1 ปี8
1.5 ปี6
2 ปี4
โคเต็มวัย3

ดังนั้นถ้าตลาดระยะสั้นดีหรือต้องการผลตอบเร็วก็ควรขุนโคใหญ่ แต่ถ้าตลาดระยะยาวดีหรือตลาดยังไม่แน่นอนควรขุนโคเล็ก เพื่อยืดเวลาและโคจะเจริญเติบโตไปเรื่อยๆ ส่วนโคใหญ่จะประวิงเวลาไม่ได้ เพราะระยะหลังๆของการขุนโคใหญ่จะโตช้ามาก

  1. โคเล็กต้องการอาหารที่มีโปรตีนสูงและอาหารหยาบคุณภาพดี ดังนั้นถ้ามีหญ้า สด คุณภาพสูงก็จะสามารถขุนโคเล็กได้ แต่ถ้ามีฟางเพียงอย่างเดียวก็ควรขุนโคใหญ่
  2. ถ้าผู้เลี้ยงยังมีประสบการณ์น้อยก็ควรจะขุนโคใหญ่ เพราะโคใหญ่มีปัญหาในการเลี้ยงดูน้อยกว่าโคเล็ก
  3. ถ้าจะผลิตเนื้อโคขุนส่งตลาดชั้นสูง โคที่ขุนเสร็จแล้วไม่ควรจะมีอายุเกิน 3 ปี
  4. ถ้าจะผลิก “วัวมัน” ส่งตลาดธรรมดา ควรจะเลือกโคเต็มวัยมาขุนเพื่อจะได้มีไขมันมากและสีเหลือง

สภาพโคเนื้อ

โคที่อยู่ในลักษณะผอมเพราะขาดสารอาหารมาระยะเวลาหนึ่ง แต่ไม่ถึงกับแคระแกรนจะมีอัตราการเจริญเติบโตและประสิทธิภาพการใช้อาหารดีกว่าโคที่เคยได้รับอาหารสมบูรณ์มาตลอดเรียกว่าการเติบโตอย่างรวดเร็ว ลักษณะนี้เรียกว่า การเติบโตชดเชย (Compensatory growth)

ดังนั้น การเลือกโคประเภทนี้มาขุนย่อมได้กำไรดี เพราะนอกจากมีการเติบโตชดเชยแล้ว ราคาโคก่อนขุน ก็ถูกด้วยเนื่องจากน้ำหนักน้อย การที่โคได้รับอาหารน้อยมาระยะหนึ่งนั้น ร่างกายจะไม่มีการสร้างกล้ามเนื้อเพิ่มขึ้นแต่โครงร่างหรือกระดูกยังคงเติบโตเรื่อยๆ แต่เมื่อได้รับอาหารดีภายหลังก็จะเพิ่มน้ำหนักตัวได้อย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตามการคัดเลือกซื้อโคที่มีสภาพผอม ควรพิจารณาว่าโคต้องไม่ป่วยหรือพิการ

โคพื้นเมือง มีอัตราการเจริญเติบโตต่ำมากจน ไม่คุ้มค่าต่อการลงทุนขุน แต่ถ้าหากเป็นโคพื้นเมองที่มี ขนาดใหญ่แล้วแต่อยู่ในสภาพผอม (เช่นโคงาน) เมื่อนำมาขุนก็สามารถเพิ่มน้ำหนักได้อย่างรวดเร็วเช่นกัน และเป็นที่ต้องการของตลาด “วัวมัน”

การคัดเลือกโคจากลักษณะภายนอก

  1. เลือกโคที่มีกระดูกใหญ่ ซึ่งกระดูกที่สังเกตและเปรียบเทียบได้ง่ายที่สุดคือ กระดูกแข้ง อันที่จริงกระดูกมีราคาต่ำกว่าเนื้อมาก แต่จากผลงานวิจัยยืนยันว่าโคที่มีกระดูกใหญ่จะมีอัตราการเจริญเติบโตและประสิทธิภารพการใช้อาหารที่ดีกว่าโคกระดูกเล็กเมื่อขุนจนอ้วนแล้วพบว่า ขนาดของกระดูกมีความสันธ์ทางบวกกับปริมาณเนื้อ คือโคที่มีกระดูกใหญ่จะมีโครงร่างใหญ่และมีเนื้อมากด้วย เพราะกระดูกเป็นที่ยึดเกาะของกล้ามเนื้อ การเพิ่มน้ำหนักของกระดูกเมื่อคิดเป็นเปอร์เซนต์ แล้วจะน้อยมาก เมื่อเทียบกับการเพิ่มน้ำหนักเนื้อของโคที่กระดูกใหญ่นั้น
  2. ระยะห่างระหว่างกระดูกก้นกบ และระยะห่างระยะหว่างกระดูกเชิงกรานมาก ซึ่งแสดงว่าโคตัวนี้จะมีสะโพกหนา
  3. กระดูกก้นกบอยู่ห่างจากกระดูกเชิงกรานซึ่งแสดงว่าโคตัวนี้มีส่วนของสะโพกยาวจากข้อ 2 และ 3 ทำให้โคตัวนี้มีเนื้อส่วนท้ายมาก (ซึ่งมีราคาแพง)
  4. ส่วนของลำตัวยาว แต่ไม่ต้องลึกมากนัก เพราะครึ่งล่างของลำตัวโคจะมีเนื้อน้อยและราคาต่ำ
  5. ขาตรงตั้งฉากกับพื้น และอยู่ในตำแหน่งที่ห่างกันพอสมควร

อาหารนกกระทา

อาหารนกกระทา โดยปกติจะเหมือนกับที่ใช้ในอาหารไก่ แต่ขนาดของเม็ดอาหารจะต้องละเอียดกว่าโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วง 2 สัปดาห์แรก หลังจากนั้นก็ให้อาหารเม็ดบี้แตกสำหรับไก่ลูกไก่กระทงได้ นกกระทาต้องการอาหารที่มีโปรตีนและโภชนะชนิดอื่นสูงกว่าไก่กระทง ทั้งนี้เนื่องจากนกกระทามีอัตราการเจริญเติบโตสูงกว่าไก่กระทง ค่าความต้องการโภชนะสำหรับนกกระทา

ตัวอย่างสูตร อาหารนกกระทา

สูตรอาหารนกกระทา

หลักปฏิบัติเพื่อให้การให้อาหารนกกระทาให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

1. นกกระทาสามารถกินอาหารป่นแห้ง เม็ดบี้แตก อาหารเปียกได้ แต่ปกติจะให้อาหารป่นแห้ง
เนื่องจากต้นทุนในการจัดการและการเตรียมอาหารต่ำที่สุด อาหารป่นเปียกจะเพิ่มการจัดการเนื่องจาก
จะต้องผสมน้ำในสัดส่วนที่พอเหมาะและจะต้องกะปริมาณอาหารที่ให้นกกินหมดพอดีในแต่ละวัน ส่วน
อาหารเม็ดบี้แตกจะต้องเพิ่มต้นทุนในการอัดเม็ดอาหารและบี้ให้อาหารอัดเม็ดนั้นแตกเพื่อให้มีขนาดเม็ด
พอเหมาะสำหรับการกินของนกกระทา

2. การผสมอาหารนกกระทาเล็กจะต้องบดวัตถุดิบอาหารให้ละเอียดเสียก่อน โดยเฉพาะอาหาร
สำหรับนกกระทาเล็ก

3. ควรให้อาหารทันทีที่ลูกนกมาถึง

4. จะต้องมีอาหารและน้ าให้นกกินตลอดเวลา

5. ในช่วง 2-3 วันแรกของการกก จะต้องให้อาหารให้เต็มรางอาหารและควรโรยอาหาร
บางส่วนลงบนพื้นที่ปูทับด้วยกระดาษด้วยเพื่อให้ลูกนกได้ฝึกกินอาหารได้เร็วขึ้น หลังจากนั้นจะใช้ราง
อาหารที่ปิดทับด้วยตาข่ายขนาดประมาณ 1 เซนติเมตร เพื่อป้องกันการคุ้ยเขี่ยของนก

6. รางอาหารสำหรับนกกระทาจะต้องออกแบบให้มีขนาดและรูปแบบที่เหมาะสมกับจ านวนนก
ที่เลี้ยงและขนาดของนกแต่ละช่วงอายุ เพื่อให้มีการสูญเสียอาหารน้อยที่สุด หลักในการออกแบบจะต้อง
ป้องกันนกลงไปกินอาหารในรางและจะต้องป้องกันการคุ้ยเขี่ยอาหารของนกให้มากที่สุด

7. การกินอาหารของนกกระทาในช่วง 6 สัปดาห์แรกประมาณ 500 กรัม/ตัว หลังจากนั้นนก
กระทาจะกินอาหารประมาณ 25 กรัม/ตัว/วัน

8. ในช่วงฤดูร้อนนกกระทาจะกินอาหารน้อยลง จึงควรเพิ่มระดับโปรตีนและวิตามินในอาหาร
ให้สูงขึ้นและควรให้อาหารในช่วงที่มีอากาศเย็นเพื่อกระตุ้นให้นกกินอาหารได้มากขึ้น

โรคนกกระทา ที่สำคัญมีอะไรบ้าง

โรคนกกระทา คล้ายคลึงกับในไก่ แต่นกกระทามีความต้านทานโรคมากกว่าโรคที่เกิดกับไก่ เท่าที่พบได้แก่ โรคนิวคาสเซิล ฝีดาษ หวัด บิด มาเร็กซ์ เป็นต้น ซึ่งต้องอาศัยหลักการและวิธีการระวังรักษา ไม่ให้แพร่เชื้อเข้ามา ดังนี้
  • ต้องมีการดูแลรักษาสุขภาพตลอดเวลาโดยการตรวจตราฝูงนกและที่ฟักไข่บ่อยๆ
    ถ้าตรวจพบว่ามีนกกระทาตายวันละหลายตัว ผิดปกติ ต้องหาสาเหตุ
    และทำลายนกเหล่านั้นทันทีและทำการกักกันเชื้อโรคในบริเวณนั้น
  • ควรจะซื้อไข่หรือนก จากแหล่งที่แน่ใจว่าปลอดโรคติดต่อต่างๆ
  • สำหรับนกที่มาจากภายนอกควรกักไว้ต่างหากระยะหนึ่งก่อนที่จะนำเข้ามารวมกับนกฝูงใหญ่
  • หน้าโรงเรือนนกกระทา ควรมีน้ำยาฆ่าเชื้อโรคจุ่มเท้า เพราะเชื้อโรคอาจแอบแฝงมากับคน หรือภาชนะต่างๆได้
  • พยายามอย่าให้ นก หนู ต่างๆ จากภายนอก เข้ามาในโรงเรือนนกกระทา
  • จะต้องดำเนินการให้วัคซีน ตามกำหนดเวลา เพื่อป้องกันโรค การรมยาตู้ฟักไข่เพื่อฆ่าเชื้อโรคภายในตู้ฟัก การรมยาใช้ด่างทับทิมผสมกับฟอร์มาลีนซึ่งจะทำปฏิกิริยากันเกิดเป็นแก๊สฟอร์มาลดีไฮน์ปิดฝาตู้ให้พัดลมาหมุนเวียนภายในตู้ประมาณ 20 -30 นาทีแล้วจึงเปิดประตูตู้เพื่อระบายอากาศออกให้หมดกลิ่นแก๊ส

โรคนกกระทา ที่สำคัญๆ

1.โรคนิวคาสเซิล
อาการ ไอ จาม เป็นหวัดมีน้ำมูก ระบบทางเดินหายใจขัด เป็นอัมพาตที่คอ เดินเป็นวงกลม มีจุดเลือดออก
ตามอวัยวะภายใน โดยเฉพาะที่กระเพาะจริง ลำไส้และหลอดลม อัตราการตายสูง ไข่ลด โรคนี้จะระบาดติดต่อได้อย่าง รวดเร็ว
การป้องกัน โดยให้วัคซีนเมื่อนกกระทาอายุ 4 สัปดาห์ หยอดตาหรือหยอดจมูก ใช้เวลา 7 – 14 วัน ในการสร้างภูมิคุ้มกัน ทำซ้ำทุก 3 เดือน วัคซีนฝีดาษและวัคซีนนิวคาสเซิล ครั้งแรกจะทำพร้อมกันทั้ง 2 ชนิดก็ได้
การรักษา ไม่มี จำเป็นต้องมีการจัดการสุขาภิบาลอย่างดี ถ้าเป็นไม่ควรรักษา ควรทำลายซาก เช่น เผ่า หรือฝัง

2.โรคลำไส้อักเสบแบบมีแผลหลุม (ULCERATIVE ENTERITIS) เป็นโรคที่เกิดขึ้นบ่อยๆ และทำความเสียหายแก่การเลี้ยงนกกระทามาก
อาการ เกิดขึ้นเร็วมากนกกระทาที่ป่วยเป็นโรคนี้จะมีอาการ ท้องร่วง หนังตาจะปิดลงครึ่งหนึ่ง และไม่กินอาหาร ขนนกจะ ไม่เป็นเงานกจะยกสะโพกสูง นกที่ป่วยเป็นโรคนี้จะมีอัตราการตายร้อยละ 50 -10 เชื้อโรคจะติดต่อไปกับน้ำและอาหาร
ป้องกันและรักษา ยาพวกบาซิทราซิน (BACITRACIN) และยาพวกสเตร็ปโตมัยซิน (STREPTOMYCIN) การป้องกันโรคที่ดี ก็โดยการเลี้ยงบนกรงตาข่าย

3.โรคหวัด, หวัดหน้าบวม
การป้องกัน ให้ระวังเรื่องในสาด และลมโกรก นอกจากนี้ให้รักษาความสะอาดในคอกอย่าปล่อยให้ขี้นกกระทาหมักหมมในถาดไว้นาน ควรขูดทิ้งทุก 2 -3 วัน
การรักษา ให้ยาปฏิชีวนะพวกคอลเตตร้าซัยคลินหรือ อิริโทรมัยซิน ใช้ติดต่อกัน 3 – 5 วัน

4.โรคบิด (COCCIDIOSIS)
การป้องกัน รักษาความสะอาดในคอก และผสมยาป้องกันโรคบิดในอาหารนกกระทาตัวเล็ก (ห้ามผสมลงในอาหารนกกระทาที่โตแล้ว)
การรักษา
– ใช้ยาแอมโพรเลี่ยมผสมอาหาร
– ให้ยาละลายน้ำให้กิน ควรใช้ยาที่ไม่มีผลต่อระบบสืบพันธุ์และรังไข่ เช่น นีโอมัยซิน เป็นต้น

5.โรคฝีดาษ
อาการ ไม่ค่อยรุนแรง แต่จะไม่อ่อนแอ จะเกิดเม็ดตุ่ม คล้ายๆ เนื้องอก กระจายอยู่ทั่วไป ตามพื้นผิวส่วนนอกของร่างกายโดยเฉพาะส่วนที่ไม่มีขน
การป้องกันและรักษา โดยการทำวัคซีนฝีดาษครั้งเดียวเมื่อลูกนกอายุ 20 -25 วัน

6.โรคหลอดลมอักเสบ
อาการ เบื่ออาหาร หายใจขัด น้ำมูกน้ำตาไหล ท้องเสีย พบจุดเลือดออกด้านในของหลอดลม และอาจพบไตอักเสบ โรคนี้ไม่แสดงอาการทางประสาท การไข่จะหยุดชะงัก การสร้างไข่จะผิดปกติ
การป้องกัน ให้วัคซีนป้องกันในช่วงเล็ก
การรักษา โดยใช้ยาปฏิชีวนะ

โรงเรือนนกกระทา และอุปกรณ์ในการเลี้ยง

โรงเรือนนกกระทา ต้องมีอากาศเย็นสบาย สภาพภายในโรงเรือนไม่ทึบและไม่สว่างเกินไป ลักษณะของโรงเรือนจะสร้างเป็นหน้าจั่ว ชั้นเดียวหรือ สองชั้นก็ได้ แต่โรงเรือนหน้าจั่วสองชั้นจะดีกว่า เพราะสามารถระบายอากาศและแสงสว่างดีกว่า พื้นโรงเรือนควรเป็นซีเมนต์ เพื่อให้ง่ายต่อการรักษาความสะอาด ส่วนหลังคามักมุงด้วยสังกะสี เพดานโรงเรือนควรสูงเพียงพอ เพื่อประหยัดพื้นที่สามารถซ้อนกรงนกได้หลายชั้น และเป็นการช่วยระบายอากาศได้ดี บางรายมุงหลังคาโรงเรือนด้วยแฝก ซึ่งช่วยให้อากาศเย็นสบายขึ้น แต่อายุการใช้งานประมาณ 3 ปี ก็ต้องเปลี่ยนหลังคาใหม่ สำหรับผนังด้านข้างใช้ตาข่ายล้อม เพื่อป้องกันศัตรูต่างๆ ของนกไม่ให้เข้ามาได้ ภายในโรงเรือน ควรมีแสงสว่างเพียงพอ เพื่อให้นกกินอาหาร และน้ำได้ตลอดเวลา โดยในเวลากลางคืน ผู้เลี้ยงจะเปิดไฟไว้ตลอด เพื่อช่วยให้นกกระทา มีการให้ไข่ดีขึ้น

ค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างโรงเรือน ขึ้นอยู่กับขนาดโรงเรือนและราคาวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการก่อสร้างขณะนั้น เงินลงทุนก่อสร้างโรงเรือน ในระยะ 1-2 ปีนี้ มีค่าใช้จ่ายตั้งแต่ 5000-100000 บาท จำนวนโรงเรือน 1-3หลัง อายุการใช้งานโรงเรือน ตั้งแต่ 10-30 ปี พื้นที่โรงเรือนทั้งหมด ตั้งแต่ 10 -135 ตารางวา โดยที่ดินที่ใช้ก่อสร้างโรงเรือน เป็นของตัวเอง

โรงเรือนนกกระทา

กรงนกกระทามีหลายลักษณะ ซึ่งใช้แตกต่างกันไปตามอายุของนก  ดังนี้

(1) กรงกกลูกนก ขนาดของกรงกกมีหลายขนาด เช่น

– ขนาด 100 ซม. x 200 ซม. x 50 ซม. (รวมขากรง) ซ้อนกัน 4 ชั้น รวมความสูงเท่ากับ 200 ซม. 1 กรง

กั้นแบ่งเป็น 2 ห้อง จุนกได้ห้องละ 700 ตัว

– ขนาด 150 ซม. x 200 ซม. X 100 ซม. จุนกได้ 770 ตัว พื้นกรงใช้ลวดตาข่ายสี่เหลี่ยมขนาด 1/4 x 1/4 นิ้ว

ด้านข้างเป็นลวดตาข่าย ขนาด 3/4นิ้ว

ภายในกรงต้องใช้กระสอบหรือผ้าหยาบปูพื้นเพื่อป้องกันลูกนกไม่ให้ขาหักเพราะติดลวดตาข่าย พื้นกรงและกรณีที่วางกรงเรียงซ้อนกันหลายชั้นต้องมีแผ่นไม้หรือแผ่นเซลโลกรีตวางข้างใต้ในแต่ละชั้นของกรงเพื่อรองรับมูลนก และควรทำการกวาดขี้นกทุกวัน เพื่อรักษาความสะอาด

(2) กรงนกใหญ่ ลักษณะกรงคล้ายกรงลูกนกแต่มีพื้นเอียงลาดออกมานอกกรง สำหรับให้ไข่กลิ้งออกมา รางน้ำและรางอาหารแขวนอยู่ภายนอกรางซึ่งด้านข้างเป็นลวดตาข่าย ขนาด 1×2 นิ้ว สำหรับให้นกลอดหัวอออกมากินน้ำและอาหาร กรงนกใหญ่อาจจะเลี้ยงแบบขังเดี่ยว หรือขังฝูง กรงละ 6 – 25 ตัวก็ได้ ส่วนความสูงของหลังกรง ควรจะให้สูงพอดีกับความสูงของนกที่จะยืนยืดตัว ถ้าสูงมากเกินไปนกมักกระโดด เมื่อเวลาตกใจ ทำให้ได้รับบาดเจ็บได้

ภาชนะให้น้ำ นกกระทาจะกินน้ำและอาหารตลอดเวลา ที่ให้น้ำอาจเป็นแบบรางพลาสติกรูปตัวยูหรือแบบขวดคว่ำก็ได้ และต้องมีที่ป้องกันนกตกน้ำหรือลงไปย่ำในรางอาหาร ลูกนกอายุ 2 – 3 วันแรกอาจจมน้ำตาย ควรใช้ลวดตาข่าย ขนาด 1/4×1/4นิ้ว กันที่ปากถังน้ำ ป้องกันนกแช่น้ำ หรือเติมก้อนกรวดลงในภาชนะให้น้ำ ในระยะแรกๆควรมีไวตามินหรือยาปฏิชีวนะ ผสมในน้ำด้วย จะทำให้ลูกนกแข็งแรงและโตเร็วยิ่งขึ้น

ภาชนะให้อาหาร ในช่วง 2-3 วันแรก จะวางภาชนะบรรจุน้ำและอาหารอยู่ในกรง เมื่ออายุหลัง 4 สัปดาห์ จะใช้รางอาหารขนาดกว้าง 5 ซม.ยาว 40 – 50 ซม.สูง 5 ซม.ชนิดที่มีขอบปากรางอาหารงุ้มเข้าด้านในประมาณ 1/4นิ้วเป็นที่ป้องกันอาหารถูกคุ้ยหกหรืออาจใช้ลวดตาข่ายสี่เหลี่ยมขนาด 1/2×1/2นิ้ว วางบนอาหาร รางอาหารน้ำจะใช้แขวนไว้ด้านหน้าของกรงนก

ตู้ฟักไข่ ภายในตู้ฟังไข่ประกอบด้วย ถาดฟักไข่วางซ้อนกันหลายชั้นหลอดไฟขนาด 100 แรงเทียน 4 ดวง ขันใส่น้ำ 2 ใบ วางอยู่ที่พื้นและมีพัดลม 1 ตัว อุณหภูมิภายในตู้ฟักไข่ตั้งไว้ที่อุณหภูมิ 97 žF  – 100 žFความชื้นสัมพัทธ์ไม่ต่ำกว่า 70 % โดยมีเทอร์โมมิเตอร์ วัดอุณหภูมิตั้งไว้ด้วย สำหรับพัดลมเป็นตัวคอยเป่าความร้อนและความชื้นให้หมุนเวียนไปทั้งตู้ มีเวปเปอร์เป็นตัวควบคุมอุณหภูมิไม่ให้สูงเกินความต้องการ ในการรักษาความชื้นที่ดีควรใส่ทรายลงไปในพื้นขันด้วย เพื่อให้สังเกตได้ชัดเจนว่า น้ำแห้งหรือยัง เพราะถ้าทรายแห้งสนิทแสดงว่าน้ำแห้งแล้วให้เติมน้ำลงไปอีก

เครื่องตัดปากนก เพื่อป้องกันไม่ให้นกจิกกันและกินอาหารได้สะดวกขึ้น ส่วนใหญ่ใช้อุปกรณ์ง่ายๆ ได้แก่ เหล็ก หรือหัวแร้งเผาไฟจี้ปาก

อุปกรณ์อื่นๆ ได้แก่

– เครื่องชั่งน้ำหนัก

– รถเข็นอาหาร

– สายยาง

– ถังใส่อาหาร และถังน้ำ

– ตะกร้าเก็บไข่

– ลังไม้สำหรับบรรจุไข่ส่งโรงงาน

– แปรงขัด ไม้กวาด พลั่ว

– สวิงจับนำ กรงย้ายนก กรรไกร เครื่องพ่นยา

– อุปกรณ์ที่ใช้ในการซ่อมแซม เช่น หลอดไฟฟ้า ลวดตาข่าย

 

การเลี้ยงนกกระทา

การเลี้ยงนกกระทา เป็นอีกหนึ่งอาชีพที่สามารถสร้างรายได้ให้กับเกษตรกร หรือผู้ที่สนใจ เพราะเนื่องจากเป็นที่ต้องการของตลาด เลี้ยงง่าย ไข่นกกระทา สามารถนำไปทำอาหารหรือขนมได้หลากหลายเมนู อีกทั้งเนื้อก็ยังสามารถนำมาทำอาหารได้ มูลก็สามารถขายเป็นปุ๋ย เรียกได้ว่า สามารถสร้างรายได้แทบจะทุกอย่างก็ว่าได้ ช่องทางการจัดจำหน่ายยังสามารถส่งออกไปยังต่างประเทศอีกด้วย เห็นไหมครับว่า อาชีพการเลี้ยงนกกระทา น่าสนในมากสำหรับเลี้ยงเป็นอาชีพหลักหรือใครที่มีงานประจำก็สามารถเลี้ยงเป็นอาชีพเสริมได้ วันนี้เราจึงมีความรู้เกี่ยวกับการเลี้ยง โรงเรือน อาหาร การจัดการต่างๆ มาฝากกัน เผื่อเป็นแนวทางที่สามารถนำไปปรับใช้ในการเลี้ยงได้

การเลี้ยงนกกระทา

พันธุ์นกกระทา

พันธุ์นกกระทาที่เลี้ยงเป็นการค้าในประเทศไทยมีเพียงพันธุ์เดียว คือ นกกระทาพันธุ์ญี่ปุ่น ซึ่งมี 3 สี ลายดำสลับขาวสีทองและสีขาว แต่ให้ไข่มีสีลายประคล้ายคลึงกัน นกกระทาพันธุ์นี้เลี้ยงง่าย โตเร็วให้ไข่เร็ว ไข่ดก ไข่ทน มีความต้านทานต่อโรคสูง

ในการเริ่มต้นเลี้ยง หาซื้อพ่อแม่พันธุ์จากผู้เลี้ยงนกกระทาในแหล่งต่างๆ ได้แก่ จังหวัดพิจิตร นครสวรรค์ อ่างทอง สิงห์บุรี สระบุรี และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กรุงเทพฯ หลังจากนั้นจึงเริ่มคัดลูกนกกระทาลักษณะดีที่เกิดในฟาร์มไว้ใช้เป็นพ่อแม่พันธุ์ในรุ่นต่อไปแต่เพื่อป้องกันการผสมเลือดชิด ซึ่งจะได้ลูกนกกระทาที่มีลักษณะเลวลง คือนกอ่อนแอเจ็บป่วยง่าย ให้ผลผลิตลดลง และขนาดผลผลิตไม่สม่ำเสมอ จึงมีการซื้อนกกระทาจากแหล่งอื่นเข้ามาผสมกับนกกระทาต่างเพศในฟาร์มของตน นกกระทาพ่อพันธุ์ อายุ 30 วัน ราคาตัวละ 5 – 8 บาท เฉลี่ยตัวละ 7 บาท นกกระทาแม่พันธุ์ อายุ 30 วัน ราคาตัวละ 7 – 9 บาท เฉลี่ยตัวละ 8 บาท

วงจรชีวิตของนกกระทา

การผสมพันธุ์ นกกระทาเริ่มผสมพันธุ์ตั้งแต่อายุ 45 – 120 วัน หรือเฉลี่ยประมาณ 60 วัน โดยการเอานกเพศผู้ใส่กรงรวมกับนกเพศเมีย สัดส่วนระหว่างนกเพศผู้ และเพศเมียเท่ากับ 1 :3 หากอัตราส่วนตัวเมียสูงจำนวนไข่มีเชื้อจะลดลง เริ่มเก็บไข่มีเชื่อหลังจากที่ใส่นกเพศผู้ในกรงนกไข่ 7 – 15 วัน

ไข่นกกระทามีเชื้อดีระหว่างช่วงอายุของพ่อแม่พันธุ์ 70 – 120 วัน อัตราการให้ไข่มีเชื้อเฉลี่ยตลอดอายุร้อยละ 73 ส่วนอายุการใช้งานพ่อแม่พันธุ์อยู่ระหว่าง 6 – 12 เดือน หลังจากวันที่เริ่มผสมพันธุ์เฉลี่ยอายุการใช้งาน 9 เดือน นกเพศเมียยังให้ไข่มีเชื้อต่อไปได้อีก 6 วัน หลังจากแยกตัวผู้แล้วแต่ไม่เกิน 11 วัน อาจมีการเลี้ยงนกเพศเมียเพื่อให้ไข่ต่อไปอีกระยะหนึ่ง หรือปลดทั้งเพศผู้และเพศเมียจำหน่ายเป็นนกเนื้อพร้อมๆกั

การฟักไข่ โดยใช้ตู้ฟักไข่ มีการคัดเลือกไข่แยกใส่ถาดเป็นชั้นๆ ก่อนนำเข้าตู้ฟัก โดยลักษณะไข่ที่ทำให้ลูกนกเพศเมียเป็นส่วนใหญ่ คือ ไข่ที่มีลักษณะแหลมๆ ยาวรี มีโอกาสเกิดเป็นเพศผู้ ส่วนใหญ่ไม่ได้คัดเลือกไข่ก่อนเข้าฟักเพราะเห็นว่าเสียเวลามาก สำหรับอัตราการฟักไข่ออกเป็นลูกนกอยู่ระหว่างร้อยละ 65 – 80 หรือเฉลี่ยร้อยละ 72

ในการฟักไข่ในระยะแรกต้องมีการกลับไข่ทุกวันวันละ 2-3ครั้งโดยใช้มือลูบเบาๆให้ไข่ขยับเขยื้อนจนถึงวันที่ 14 ของการฟักจึงหยุดกลับไข่ เพื่อให้ลูกนกเตรียมที่จะเกิด ต้องคอยดูด้วยว่าสภาพไข่แห้งเกินไปหรือไม่ หากแห้งมากให้ฉีดสเปร์ละอองน้ำเป็นฝอยบางๆลงไป ไม่ให้มากนักเพื่อป้องกันไม่ให้ผิวลูกนกติดเปลือกไข่ ดิ้นไม่หลุดจะอาจตายได้ ลูกนกจะฟักออกจากไข่ในวันที่ 16 -17 หลังจากที่ฟักตัวแล้วก็จะคงให้อยู่ในตู้ฟักต่อไปอีกประมาณ1 วัน จนลูกนกแข็งแรงดี จึงนำแยกเลี้ยงในกรงกกต่อไป

สำหรับสัดส่วนของลูกนก ที่เกิดส่วนใหญ่เป็นลูกนกเพศเมีย : เพศผู้ ในอัตราส่วนเท่าๆกัน หรือ 1:1 แต่ถ้ามีการคัดไข่ก่อนเข้าฟัก จะได้สัดส่วนนกเพศเมีย ต่อเพศผู้สูงขึ้นถึง 3 :2 การกกลูกนกหลังจากนำลูกนกออกจากตู้ฟักแล้ว จะนำไปเลี้ยงต่อในกรงกก ระยะเวลากกลูกอยู่ระหว่าง 10 -21 วันทั้งนี้ขึ้นอยู่กับอุณหภูมิของอากาศคือ ถ้าสภาพอากาศหนาวเย็น จะใช้ระยะเวลาการกกนานขึ้น

เครื่องกกลูกนก ใช้หลอดไฟธรรมดาขนาด 40 -60 วัตต์ แขวนสูงจากกรงราว 1 ฟุต (หลอดไฟ 1หลอด ต่อลูกนก 100 ตัว) จำนวนหลอดไฟหรือความต้องการความอบอุ่นของลูกนก ให้สังเกตจากความสบายของลูกนกเป็นสำคัญ โดยลูกนกจะแสดงอาการตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อม เช่น ถ้าลูกนกนอนสุมมากในบริเวณเดียวกัน แสดงว่าลูกนกหนาวมาก ควรเพิ่มหลอดไฟอีก หรือถ้าลูกนกกระจายตัวออกห่างจากหลอดไฟมากเกินไป แสดงว่าร้อนมาก ควรยกหลอดไฟให้สูงขึ้น หรือลดจำนวนหลอดไฟลงก็ได้ แต่ถ้าลูกนกนอนกระจายตัวสม่ำเสมอภายใต้หลอดไฟแสดงว่า ความอบอุ่นที่ให้แก่ลูกนกพอเหมาะพอดีแล้ว

การอนุบาลลูกนก หลังจากกกลูกนกแล้ว จะนำไปเลี้ยงต่อในกรงอนุบาล ( กรงนกรุ่น) จนถึงอายุ 30-35 วัน จึงย้าย เข้ากรงนกไข่ต่อไป การให้อาหารจะยังคงให้อาหารนกกระทาเล็ก ตามเดิม

การคัดเพศและจี้ปาก นกกระทาแรกเกิดยังไม่ปรากฏความแตกต่าง ทางเพศจากลักษณะภายนอกอย่างชัดเจน จนกระทั่งอายุ 3-4 สัปดาห์ จึงจะเห็นความแตกต่างระหว่างเพศได้อย่างชัดเจน ลักษณะนกเพศผู้ สังเกตได้ที่ขนหน้าอก มีสีพื้นน้ำตาลปนแดงหรือสีเหลืองแกมน้ำตาลปนขาว นกเพศผู้มีต่อมน้ำเชื้อถ้าใช้มือบีบที่ก้นจะมีฟองสีขาวออกมา แต่เพศเมียไม่มีนอกจากนี้ใช้การฟังเสียงขัน นกเพศผู้ขันเสียงดังส่วนเพศเมียไม่ขันเสียงดัง ลักษณะนกเพศเมีย มีสีขนหน้าอกต่างจากเพศผู้โดยเพศเมียมีจุดดำรอบหน้าอกหรือเรียกว่า สร้อยคอส่วนใหญ่คัดเลือกนกกระทาเมื่อนกอายุ 20-21 วัน และทำการจี้ปากในคราวเดียวกัน สำหรับการจี้ปากนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้นกจิก จนได้รับบาดเจ็บ หลังจากคัดแยกเพศแล้ว ถ้าเป็นนกเพศเมีย ที่ต้องการเลี้ยงไว้ในฟาร์มจะนำขึ้นกรงนกไข่ ส่วนที่เหลือเลี้ยงไว้ในกรงนกรุ่นเพื่อจำหน่าย สำหรับนกเพศผู้ จะเลี้ยงไว้อีกระยะหนึ่ง เพื่อจำหน่ายเป็นนกเนื้อต่อไป จำหน่ายนกเพศผู้เมื่อนกอายุระหว่าง 30 -50 วัน นอกจากนี้ อาจคัดเลือกนกที่มีลักษณะดี ไว้เพื่อใช้เป็นพ่อแม่พันธุ์ด้วยๆ

นกกระทาไข่ นกกระทาเริ่มให้ไข่เมื่ออายุได้  42 – 45 วัน อัตราการให้ไข่จะสูงขึ้นเรื่อยๆ จนสูงสุด ประมาณร้อยละ 90 เมื่อนกอายุประมาณ 150 วัน หลังจากนั้นอัตราการไข่จะค่อยๆ ลดลง ตามหลักการค้า ควรเริ่มทยอยปลดนกเมื่อนกอายุประมาณ 9 เดือน สำหรับ อัตราการให้ไข่ เฉลี่ยตลอดอายุไข่อยู่ระหว่าง ร้อยละ 70 -75 หรือเฉลี่ยร้อยละ 71 นกกระทาไข่มีอัตราการเลี้ยง รอดต่อฝูงนกใหญ่ประมาณร้อยละ 69

นกกระทาไข่ที่ปลดจากการที่ให้ไข่แล้ว จะจำหน่ายเป็นนกเนื้อต่อไปการเลี้ยงนกกระทาไข่ ในระยะให้ไข่เช่นเดียวกับการเลี้ยงไก่ผิดกันก็แต่ขนาดของร่างกาย กับโภชนะ ที่ใช้ในอาหาร ต่อระวังภัยจากศัตรูที่เข้ามากินนก การจับต้องตัวนก หนักมือเกินไป นกอาจตายได้ และการย้ายนกไปยังที่ใหม่ อาจทำให้นกหยุดให้ไข่ 2-3 สัปดาห์ นกที่กำลังให้ไข่ ควรอยู่ที่เงียบไม่มีสิ่งรบกวน ถ้าไม่มีทางหลีกเลี่ยง ควรย้ายนกในตอนเย็น และระมัดระวังอย่าให้นกได้รับความกระทบกระเทือน เพราะอาจเป็นเหตุให้นกลดไข่ลงทันที

การให้แสงสว่างเพิ่มขึ้น จากแสงกลางวันของธรรมชาติจะช่วยให้นกไข่ดีขึ้น เนื่องจากแสงสว่างช่วยกระตุ้นการทำงาน ของต่อมพิทูอิตารี่ที่ใต้สมอง ให้ผลิตฮอร์โมนไปเร่งการทำงานของรังไข่ ตามธรรมดาการเลี้ยงนกกระทาไข่ จะให้แสงไฟฟ้าช่วยตั้งแต่ ตอนค่ำไปจนถึงรุ่งเช้าจำนวนความเข้มของแสงเช่นเดียวกับไก่ไข่ คือ 10 ลักซ์ จากหลอดไฟธรรมดาหรือหลอดฟลูโอเรสเซนท์โดยปกติให้แสงไม่ต่ำกว่า 16 ชั่วโมงต่อวัน

วิธีดูว่านกกระทากำลังอยู่ระหว่างให้ไข่หรือไม่อาจใช้วิธีของไก่มาใช้ได้โดยตรงคือ นกกำลังไข่ท้องจะหย่อนยาน ช่วงกระดูกเชิงกรานกว้าง ปากทวารจะขยายและชุ่มชื่น ส่วนแม่นกที่ไม่ไข่ ท้องจะไม่หย่อนยาน ช่วงกระดูกเชิงกรานจะแคบ ปากทวารแคบและแห้ง

นกกระทาเนื้อ การเลี้ยงนกกระทาเนื้อจะใช้นกตัวผู้ที่เหลือจากการคัดไว้ทำพันธุ์ เมื่ออายุ 20-21 วัน แล้วนำมาเลี้ยงรวมกันไว้ในกรงนกรุ่น โดยใช้อาหารไก่เนื้อการให้แสงสว่างนกทระทาเนื้อ ก็ต้องการแสงสว่างเช่นเดียวกับนกกระทาไข่ ทั้งนี้เพื่อช่วยเร่งการเจริญเติบโตของนกกระทาให้เร็วขึ้น จะให้แสงสว่างเพิ่มขึ้น ในช่วงเวลากลางคืน 2-3 ชั่วโมง สำหรับระยะเวลาในการเลี้ยงจนกระทั่งจัดจำหน่าย กินระยะเวลา 35-40 วัน