โรคหลอดลมอักเสบในไก่

โรคหลอดลมอักเสบในไก่ Infectious Bronchitis หรือ IB เป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่สำคัญในไก่ เกิดจากเชื้อโคโรนาไวรัส ซึ่งเชื้อมีความสามารถในการกลายพันธุ์ค่อนข้างสูง ส่งผลให้การควบคุมโรคโดยการทำวัคซีนเป็นไปได้ยาก และไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร ถึงแม้ว่าโรคนี้จะเกิดขึ้นนานกว่า 90 ปีแล้วก็ตาม

การติดต่อและแพร่กระจายของ โรคหลอดลมอักเสบในไก่

มักเกิดจากการสัมผัสไก่ป่วย หรือไก่ป่วยปล่อยเชื้อปะปนมากับอาหาร น้ำ และสิ่งรองนอน หรือติดต่อทางลมหายใจ ในไก่พันธุ์สามารถติดต่อผ่านไข่ได้ และมีการกระจายของเชื้อในฝูงได้อย่างรวดเร็ว

อาการ

การเกิดโรค มักพบในลูกไก่ที่มีอายุน้อยกว่า 4 สัปดาห์ และแสดงอาการทางระบบทางเดินหายใจอย่างรุนแรง อาทิ ไอ จาม และหายใจลำบาก หายใจมีเสียงดัง ไก่จะแสดงอาการซึม นอนสุมกัน ฟุบหมอบตามพื้น มีการอักเสบโพรงจมูก

ในไก่ระยะให้ไข่ มักพบอาการอักเสบของรังไข่ และพบความผิดปกติของท่อนำไข่ มีผลต่อการสร้างเมือก และการคงค้างของไข่แดงหรืออาจพบไข่ในช่องท้อง เรียกว่า Internal Layer จากความผิดปกติดังกล่าว ส่งผลให้ฟาร์มมีผลผลิตลดลง จำนวนไข่ผิดรูปมีเพิ่มมากขึ้น พบไข่ซีด ไข่ไม่มีเปลือกและไข่ขาวเป็นน้ำ

บางสายพันธุ์ทำให้เกิดการอักเสบของท่อและเนื้อไต โดยมีการตกค้างยูเรตในท่อไต แล้วแทรกไปตามเนื้อไต อักทั้ง โรคหลอดลมอักเสบติดต่อนี้ บ่อยครั้งพบว่า มีการติดเชื้อร่วมด้วยเช่น E.COLI , Mycoplasma Gallisepticum และ Infectious Laryngotracheitis Virus เป็นต้น

การป้องกันรักษา

สำหรับการป้องกันที่ดีที่สุดคือการจัดการฟาร์มสัตว์เลี้ยง ระบบ Biosecurity ที่ดี การทำวัคซีนสเตรนที่เหมาะสมกับเชื้อที่พบในฟาร์ม ซื้อลูกไก่จากฟาร์มที่เกิดโรค ไม่เลี้ยงไก่หลายอายุในโรงเรือนเดียวกัน

การรักษา ไม่มีวิธีการรักษาที่ได้ผลชัดเจน ควรเสริมวิตามินและอิเล็คโตไลท์ละลายน้ำให้กิน สามารถช่วยให้ไก่ฟื้นจากอาการป่วยได้เร็วขึ้น และควรใช้ยาปฏิชีวนะที่เหมาะสมละลายน้ำให้กิน เพื่อป้องกันการติดเชื้อแทรกซ้อน หรือหากพบอาการหรือปัญหาดังกล่าวควรปรึกษาสัตวแพทย์เพื่อแก้ไขปัญหาได้อย่างทันท่วงที เพื่อลดการสูญเสียลงได้

 

งานเกษตรอีสานใต้ ครั้งที่ 12 ม.อุบล ระหว่างวันที่ 15-23 ก.พ.62

งานเกษตรอีสานใต้ ครั้งที่ 12 มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี โดยคณะเกษตรศาสตร์ เตรียมพร้อมจัดงานใหญ่แห่งปี ภายใต้หัวข้อ “เกษตรอัจฉริยะ เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน”สืบสานพระราชปณิธานการเกษตรตามแนวพระราชดำริ พบกับนิทรรศการเกษตรมีชีวิต แปลงสาธิตทางการเกษตร การผลิตพืชและสัตว์ การเสวนาวิชาการ การแสดงนวัตกรรมทางการเกษตร จำหน่ายเครื่องมือ อุปกรณ์และจักรกลทางการเกษตร สินค้าชุมชน ประกวดแข่งขันทักษะทางการเกษตร การแสดงศิลปวัฒนธรรม กำหนดจัดงานระหว่างวันที่ 15-23 กุมภาพันธ์ 2562

งานเกษตรอีสานใต้ มีอะไรน่าสนใจบ้าง

ดร.นรินทร บุญพราหณ์ คณบดีคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี กล่าวว่า การจัดงานเกษตรอีสานใต้ ครั้งที่ 12 นับเป็นที่สุดของนิทรรศการเกษตรมีชีวิตแห่งอีสานใต้ โดยความร่วมมือเป็นอย่างดียิ่งจากทุกหุ้นส่วนผู้จัดงาน ทั้งจากภาคเอกชนและส่วนราชการในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานีและใกล้เคียง ได้แก่ หน่วยงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงสาธารณสุข สถาบันการศึกษาชั้นนำ ตลอดจนคณะต่างๆ ของมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ร่วมกันจัดแสดงนิทรรศการที่มุ่งเน้นการจัดการเนื้อหาอย่างเหมาะสม ร้อยเรียงผูกพันกันจากต้นน้ำ กลางน้ำและปลายน้ำ อาทิ การจัดนิทรรศการป่าต้นน้ำ การจัดการดินและแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร การจัดแปลงสาธิต การจัดการผลผลิตทางการเกษตร การแปรรูปสินค้า การจัดตลาดจำหน่ายสินค้าและผลผลิต เครื่องมือ อุปกรณ์ จักรกลทางการเกษตร นวัตกรรมและเทคโนโลยีที่เหมาะสม การเสวนาวิชาการ เพื่อเป็นการแบ่งปันองค์ความรู้ และประสบการณ์จากนักวิชาการ เกษตรกร และผู้ปฏิบัติตัวจริงในสาขาที่เกี่ยวข้องมาร่วมกันจัดงาน โดยหวังว่า การจัดงานในครั้งนี้จะมีส่วนสำคัญในการเผยแพร่ความรู้ ความเข้าใจที่ดีแก่เกษตรกร นักเรียน นักศึกษา ประชาชน และผู้สนใจให้นำไปปรับใช้ได้ในชีวิตประจำวันด้วยความตระหนักและรอบรู้ตนเอง คู่ค้า คู่แข่ง รอบรู้สถานการณ์ และปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการประกอบอาชีพทางการเกษตร รอบรู้ความต้องการผู้บริโภค ก้าวทันการตลาดสมัยใหม่ เข้าใจระบบมาตรฐานที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญ

นอกจากนี้ ในงานยังได้สัมผัสกับความงดงามของสวนทานตะวัน ทุ่งดอกไม้หลากสี ตระการตา ตื่นใจกับผลผลิตในรูปแบบการผลิตในโรงเรือน การจัดการน้ำเพื่อการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ การให้ปุ๋ยและอาหารพืชแบบประณีต วัสดุอุปกรณ์เกี่ยวกับการให้น้ำด้วยระบบท่อและหัวจ่ายน้ำ สูตรวัสดุปลูกพืชสำหรับโต๊ะเพาะปลูกพืชที่เหมาะสมทั้งในระดับครัวเรือนและชุมชน ตลาดนัดสัตว์เลี้ยง/สัตว์เศรษฐกิจ สัตว์เลี้ยงสวยงาม ไก่พื้นเมือง ไก่ชน แพะ แกะ ฯลฯ ตลาดนัดผลผลิตทางการเกษตร ไม้สวยงาม ไม้ดอก ไม้ประดับขนาดเล็ก/ใหญ่นานาชนิด วัสดุอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง ให้ผู้เข้าเยี่ยมชมงานได้เลือกซื้อเลือกหาได้อย่างหลากหลาย การแสดงและจัดจำหน่ายเครื่องมือ อุปกรณ์และจักรกลทางการเกษตร ทั้งขนาดเล็กและใหญ่ สินค้าชุมชน/สินค้า OTOP มากมายเต็มพื้นที่ กว่า 300 บูธ ทั้งเจ้าประจำและผู้ประกอบการรายใหม่

ในด้านการส่งเสริมสนับสนุนกิจกรรมเยาวชนและเกษตรกร ได้แก่ กิจกรรมการส่งเสริมตลาดสินค้าเกษตรจากชุมชน การประกวดผลผลิตทางการเกษตร เช่น การประกวดไก่พื้นเมือง การประกวดปลากัดสวยงาม การจัดตู้ปลา การวาดภาพระบายสี การจัดสวนถาด การพูดส่งเสริมการเกษตร การสืบสานศิลปะวัฒนะธรรม ได้แก่ การแสดงบนเวทีกลาง การประกวดร้องเพลงลูกทุ่ง/สากล การประกวดวงดนตรี AG MUSIC AWARD การส่งเสริมวัฒนธรรมท้องถิ่น ศิลปินบ้านๆ หมอลำ ตลอดจนศิลปินรับเชิญ เพื่อมาถ่ายทอดสาระความบันเทิง และร่วมสืบสานสิ่งดีงามไว้ให้ลูกหลานต่อไป

ช่องทางติดต่องานเกษตรอีสานใต้

เว็บไซต์ http://kasetday.agri.ubu.ac.th

Facebook: เกษตรอีสานใต้

โทรศัพท์ 045 353 500

โทรสาร 045 353 536

อาหารไก่ไข่

อาหารไก่ไข่ และการควบคุมน้ำหนักไก่

อาหารไก่ไข่ และการควบคุมน้ำหนักไก่เป็นวิธีการถ่วงดึงให้ไก่ไข่ช้าลง จนกว่าถึงอายุประมาณ 21 – 22 สัปดาห์ เพื่อให้ไก่ได้มีเวลาพัฒนาร่างกายให้สมบูรณ์แข็งแรงสามารถให้ไข่ฟองโต และไข่ทนทานกว่า การควบคุมอาหารและน้ำหนักไก่จะเริ่มเมื่ออายุ 7 สัปดาห์ขึ้นไป ให้ปฏิบัตตามตารางการเลี้ยงในช่วงไก่รุ่น

พื้นที่ในการเลี้ยงไก่ไข่

พื้นที่เล้า 
-กรงตับ 70-80ตร.นิ้ว/ตัว

ปล่อยฝูง 6 ตัว/ตร.เมตร

ที่ให้อาหาร

-ชนิดราง/ตัว 3 นิ้ว

-ชนิดถัง/100 ตัว 5 ถัง

ที่ให้น้ำ

– ชนิดราง/ตัว 1 นิ้ว

– ชนิดถัง/50ตัว 1 ถัง

รังวางไข่
– 4 ตัว / 1 รังวางไข่ ขนาด 8×12นิ้ว

ข้อพึงปฏิบัติในการควบคุมน้ำหนักไก่

1.ทดสอบน้ำหนักไก่ทุกสัปดาห์โดยสุ่มชั่งไก่ 5 – 10 เปอร์เซนต์
2.ให้อาหารครั้งเดียวในตอนเช้า อย่าแบ่งให้หลายครั้ง
3.ปรับจำนวนอาหารเพิ่มหรือลดตามน้ำหนักไก่ ในกรณีไก่อ้วนเกินไปการไม่เพิ่มปริมาณอาหารให้กินในขณะที่ไก่เติมโตขึ้นทุกวันก็เป็นการจำกัดอาหารอยู่แล้ว
4.ถังอาหารควรมีจำนวนมากพอประมาณ 1 ถัง ต่อไก่ 20 ตัว ในกรณีที่มีไก่โตช้าอ่อนแอให้คัดออกมาดูแลเป็นพิเศษ เพื่อให้เติบโตทันไก่รุ่นเดียวกัน หรืออาจจะคัดทิ้งไปเลยแล้วแต่ผู้เลี้ยงเห็นสมควร

การปฏิบัติเมื่อไก่อายุ 18 สัปดาห์ ถึง เริ่มไข่ ระยะนี้ไก่เริ่มเป็นสาว มีการเปลี่ยนแปลงระบบภายในร่างกาย เพื่อเตรียมตัวให้ผลผลิตไข่ตามธรรมชาติในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้าจึงจำเป็นต้องดูแลอย่างดี ดังนี้
1.ปฏิบัติตามหลักการเลี้ยงไก่ไข่อย่างเข้มงวด
2.เริ่มละลายวิตามินให้สัปดาห์ละครั้ง จนไก่อายุ 30 สัปดาห์ เพื่อลดความเครียด และป้องกันการขาดวิตามิน
ในระยะเริ่มไข่
3.ให้ย้ายไก่ขึ้นกรงตับเมื่ออายุ 18 สัปดาห์ ในกรณีขังฝูงให้นำรังไข่เข้ามาเตรียมไว้ เพื่อให้ไก่เคยชิน
4. หลังจากแม่ไก่ไขได้ 5 เปอร์เซนต์ ให้เปลี่ยนเป็นอาหารไก่ไข่สำเร็จรูป
5.หลังจากแม่ไก่ไข่ได้ 20 เปอร์เซนต์ขึ้นไป ให้อาหารเต็มที่จนกระทั่งไก่ไข่สูงสุดแล้วเริ่มลดลง จึงกำหนด
อาหารให้กินตามพันธุ์ไก่
ระยะไก่เริ่มให้ผลผลิตไข่จนถึงให้ไข่สูงสุด ประมาณ 8 สัปดาห์ จะเป็นช่วงที่ไก่มีความเครียดสูงมักจะป่วยง่าย ถ้าอาหาร น้ำ การดูแลไม่พอจะทำให้ไก่โทรมมาก ไข่ไม่ทัน ฟองเล็ก และผลัดขนเร็วกว่าปกติ

การตัดปาก

ประโยชน์ของการตัดปากไก่ไข่

1.ลดปัญหาการจิกกัน ข่มเหงรังแกกัน
2.ไก่ไม่มีจงอยปากเขี่ยเลือกจิกอาหารกิน ทำให้อาหารไม่หกหล่น สูญเสีย และไก่ได้กินสูตรอาหารครบถ้วน
3.ลดการจิกกินไข่และทำให้ไข่แตกร้าว
4.ลดการจิกทึ้งขนกันเองซึ่งทำให้ไก่เครียด
การตัดปาก นิยมทำในช่วงลูกไก่อายุ 7 -21 วัน แล้วแต่สะดวก โดยตัดปากลูกไก่ออกครึ่งหนึ่ง ทั้งปากบนและปากล่าง การตัดปากอาจต้องทำอีกครั้ง ก่อนไก่จะไข่ ถ้าพบว่าจงอยปากยาวเกินไปจนเป็นอันตราย
วิธีลดความเสียหายจากการตัดปาก
1.ก่อนและหลังตัดปากควรให้สารอีเลคโตรไลท์หรือวิตามิน เพื่อลดความเครียดและสูญเสียน้ำหนักจากการถูก
ต้อนจับ
2.ตัดปากไก่ในสภาพที่ไก่แข็งแรงเท่านั้น
3.ตัดปากไก่ในวันและเวลาอากาศเย็น เพื่อช่วยให้เลือดหยุดเร็ว
4.การต้อนจับไก่ควรแบ่งจับทีละน้อยๆ ตัว และคอยเอามือคุ้ยไก่อย่าให้ขี่ทับกัน มิฉะนั้นไก่จะทับกันตาย
5.เวลาตัดปากให้ทำซ้ำๆ จี้รอยตัดจนเห็นว่าเลือดหยุดเสียก่อน จึงปล่อยไก่ ป้องกันการตายจากเสียเลือดมาก
6.หลังการตัดปาก ตรวจดูน้ำและอาหารต้องเติมให้มากพอเพื่อให้ไก่กินได้อย่างสะดวก

การแก้ปัญหาไข่บุบ แตกร้าว

ในการเลี้ยงไก่ไข่แบบปล่อยฝูง มักจะมีปัญหาการจิกกินไข่เกิดขึ้นเสมอโดยสังเกตได้จากการที่ไก่จะบินไล่ตามกันเป็นกลุ่มๆ เพื่อแย่งกินเปลือกไข่ที่แตกแล้ว วิธีการลดปัญหาให้ปฏิบัติดังนี้
1.รังไข่ไม่ควรใหญ่เกินไป ขนาดที่พอเหมาะคือ 8 x 12 นิ้วฟุต เพื่อป้องกันไม่ให้ไก่ลงไปไข่ในช่องเดียวกัน
หลายตัว
2.รังไข่ควรใส่ฟางหรือแกลบให้มากพอ
3.หมั่นเก็บไข่อย่างน้อยวันละ 4 ครั้ง
4.ตัดปากไก่ให้สั้นพอเหมาะ

5.ผสมเปลือกหอยครึ่งกิโลกรัมต่ออาหาร 100 กิโลกรัม เป็นประจำเพื่อเสริมให้เปลือกไข่หนาขึ้น

โรคไก่ไข่

โรคไก่ไข่ ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่มีความสำคัญในการเลี้ยง ดังนั้น การป้องกัน การรักษาเบื้องต้น ก็เป็นสิ่งที่ควรรู้ จะได้สังเกตได้ว่า แต่ละโรคนั้น มีลักษณะอาการอย่างไร จะได้แก้ไขได้ทันท่วงที

โรคไก่ไข่

[wpsm_toplist]

โรคนิวคาสเซิลในไก่ไข่

สาเหตุ เกิดจากพารามิกโซไวรัส แต่ละสเตรนของไวรัสทำให้เกิดโรค มีความรุนแรงต่างๆกัน

การแพร่โรค เชื้อไวรัสจะมีอยู่ในน้ำมูก น้ำตา และอุจจาระของสัตว์ป่วย และจะมีเชื้อปนเปื้อนไปกับฝุ่นละออง
จึงทำให้เกิดการระบาดได้รวดเร็วมาก อัตราการระบาดในฝูงมีถึง 90 % และอัตราการตายมีถึง 100%

อาการ ชนิดที่มีพิษรุนแรงจะทำให้เกิดโรคทันทีทันใด ไก่เริ่ม
ตายโดยยังไม่มีอาการใดๆ มีแต่อาการซึม อ่อนเพลีย ไม่กินอาหาร และถ่ายเหลว บางตัวจะมีอาการสั่น เป็นอัมพาตที่ขาและปีก ขากระตุกเป็นระยะๆ มีอาการคอบิดไปข้างหลัง ไก่ที่ป่วยเป็นโรคในระบบหายใจ จะมีอาการหายใจลำบาก อ้าปากหายใจ น้ำมูก น้ำตาไหล ร่วมกับอาการทางประสาทชนิดที่มีพิษรุนแรงปานกลาง จะมีอาการทางระบบหายใจ ไก่อายุน้อยจะมีอาการทางประสาทร่วมด้วยและจะมีอาการรุนแรงกว่าไก่โต ชนิดที่มีพิษไม่รุนแรง จะไม่แสดงอาการ หรือมีอาการทางระบบหายใจเล็กน้อยและจะหายไปเอง

พยาธิสภาพ จะพบจุดเลือดออกได้ทั่วไป ในอวัยวะระบบย่อยอาหารเมื่อป่วยนานขึ้นจะพบแผ่นเนื้อตาย บนผิว
เยื่อชุ่มในลำไส้ ในอวัยวะหายใจ อวัยวะสืบพันธุ์ และสมองก็จะพบจุดเลือดออกได้ทั่วไป

การป้องกัน

1.จัดการสุขาภิบาลในเล้าให้สะอาด ป้องกันพาหะนำโรคต่างๆ เช่น นกกระจอก , เป็ด และ
นกบางชนิด
2.ให้อาหารให้ครบตามความต้องการของสัตว์ เพื่อให้ร่างกายแข็งแรง
3.ให้วิตามินเสริม เมื่อสัตว์เกิดความเครียดจากการทำวัคซีน หรือการเคลื่อนย้ายสัตว์
4.ให้วัคซีนนิวคาสเซิล การให้วัคซีนครั้งแรกช่วงอายุ 5 – 7 วัน ควรให้โดยวิธีหยอดจมูก หรือหยอด
ตา เพื่อให้ได้วัคซีนครบตามจำนวน การให้ครั้งที่ 2 อาจให้โดยวิธีละลายน้ำให้กิน ส่วนการให้ครั้ง
ที่ 3 ทำในช่วง 16 – 20 สัปดาห์ ควรให้โดยวิธีแทงปีก จะให้ความคุ้มโรคนานกว่า การใช้วัคซีน
เชื้อตายจะใช้ได้ดีในไก่โต ส่วนในไก่เล็กควรใช้วัคซีนเชื้อเป็นจะให้ความคุ้มโรคได้ดีกว่า

โรคหลอดลมอักเสบไก่ไข่

สาเหตุ เกิดจากโคโรน่าไวรัส

อาการ ไก่ป่วยจะไม่กินอาหารและน้ำ จะยืนหงอยซึม โซเซ แสดงอาการหนาวสั่น หายใจลำบาก น้ำมูกน้ำตาไหล และจะมีอาการท้องเสียตามมาในระยะท้ายของโรคในไก่ไข่จะเกิดไข่ลด ไข่จะมีลักษณะเปลือกขรุขระ บาง แตกง่าย หรือไข่ไม่มีเปลือก

การติดต่อ ทางอากาศ โดยติดมากับฝุ่นละออง ติดมากับคน สัตว์ ยานพาหนะ ติดมากับอาหาร น้ำดื่ม ติดจากไก่ป่วยโดยตรง

พยาธิสภาพ จะพบลักษณะของตาอักเสบ ตาบวมแดง มีน้ำมูกคล้ายหนองติดในหลอดลม ปอด และในถุงลมไก่ที่ตายมักพบมีลักษณะไตบวมร่วมด้วย

การป้องกัน ต้องให้การสุขาภิบาลที่ถูกต้อง พร้อมใช้วัคซีนตามโปรแกรม ในเขตที่ไม่มีโรคระบาด อาจให้วัคซีน
โปรแกรม ในเขตที่ไม่มีโรคระบาด อาจให้วัคซีนรวมร่วมกับวัคซีนนิวคาสเซิล เมื่ออายุ 14 -17 วันและให้วัคซีนซ้ำทุก 2 – 4 เดือน แต่ในเขตที่มีการระบาดควรให้วัคซีนหลอดลมอักเสบเมืออายุ 3 -4 วัน และให้ซ้ำอีกเมื่ออายุ 14 -17 วัน และให้ซ้ำทุก 2 -4 เดือน

โรคไข่ลด

สาเหตุ เกิดจากอะดีโนไวรัส

การแพร่โรค พบเชื้อในอุจจาระของไก่ป่วย และในรังไข่ เชื้อจึงสามารถผ่านสู่ลูกไก่ได้

อาการ เปลือกไข่สีซีด ไข่ออกมาเปลือกนิ่ม บางใบไม่มีเปลือก ไก่บางตัวมีอาการถ่ายเหลวด้วย

พยาธิสภาพ พบท่อนำไข่มีการอักเสบเล็กน้อย ถ้ามีการติดเชื้อส่วนใหญ่มักไม่พบรอยโรค

การป้องกัน

-เลือกซื้อไก่ที่มาจากฟาร์มที่แข็งแรง และไม่เคยมีประวัติป่วย
-ไก่ที่มีอาการป่วยเกี่ยวกับการให้ไข่ ควรแยกเลี้ยงต่างหาก
– ไม่นำเป็ดมาเลี้ยงใกล้ฝูงไก่ เพราะเป็ดเป็นพาหะได้โดยไม่มีอาการ
– ใช้วัคซีนเชื้อตายฉีดในไก่อายุ 16 สัปดาห์ ขึ้นไป

โรคบิด

สาเหตุ เกิดจากโปรโตซัว ไอเมอเรีย ซึ่งมีหลายชนิด อยู่ทั้งในลำไส้เล็กและลำไส้ตัน

การแพร่โรค ไก่ได้รับไข่ของเชื้อบิด ซึ่งปนมากับอาหาร หรือสิ่งปูรองพื้น เชื้อจากไข่จะเข้ามาสู่ผนังลำไส้ เจริญ
ตัวอยู่ภายลำไส้จนได้ไข่ของเชื้อบิดออกมา และปล่อยออกไปกับอุจจาระต่อไป

อาการ ถ่ายอุจจาระเหลว จนถึงถ่ายเป็นเลือด ผอม ไม่กินอาหาร เนื่องจากลำไส้อักเสบ บางครั้งไก่มีเชื้ออยู่แต่ไม่แสดงอาการออกมาจนกว่าร่างกายอ่อนแอ

พยาธิสภาพ ไอเมอเรีย เนคาทรีก ทำให้ลำไส้ส่วนกลางและลำไส้ส่วนปลายเป็นโรคลำไส้บวมพอง มองจากผิวภายนอกลำไส้เห็นเป็นจุดสีขาวเล็กๆ กระจายทั่วไป ภายนลำไส้ผิวเยื่อชุ่มจะหลุดออกมาเป็นเนื้อตาย มีใยไฟบรินน้ำเมือกและเลือดจับกับเศษอาหาร ขูดผิดลำไส้ส่องด้วยกล้องจุลทรรศน์จะพบไข่ เชื้อบิด ไอเมอเรีย เทเนลล่า ทำให้ลำไส้ตันเป็นโรค มีเลือดออกในลำไส้ตัน ขูดเยื่อบุมาส่องกล้อง จะพบไข่เชื้อบิดมากมาย

การรักษา ใช้ยา แอมโพรเลี่ยม และซัลฟาควินนอกซาลีนผสมน้ำให้กิน ใช้ยาแอมพรอล 25 % ผสมในอาหาร

การป้องกัน ใช้ยาเช่นเดียวกันกับการรักษา แต่ลดความเข้มข้นลงจัดการสุขาภิบาลภายในเล้าให้ดี สิ่งปูรองพื้น
อย่าปล่อยให้แฉะ

โรค ซี อาร์ ดี

สาเหตุ เกิดจากเชื้อมัยโคพลาสมา กัลลเซปติคุ่ม

การติดต่อ ไก่แม่พันธุ์ป่วยถ่ายเชื้อโรคเข้าไปในไข่ไก่ ติดจากไก่ป่วยโดยตรง ตามปกติเชื้อมัยโคพลาสมา ไม่ก่อให้เกิดอาการรุนแรงนัก ถ้าไก่ไม่ได้รับเชื้อมากจริงๆ หรือไม่ได้อยู่ในภาวะเครียด ไก่มักไม่ติดโรคนี้ ความเครียดที่พบบ่อยๆ และมีผลกระทบให้ไก่อ่อนแอและเป็นโรค ซี อาร์ ดี ได้ง่ายเช่น
1.การกกลูกไก่ไม่ดี
2.การให้น้ำและอาหารไม่พอ
3.การแพ้วัคซีนป้องกันโรคต่างๆ
4.การถ่ายเทระบายอากาศในเล้าไม่ดี
5.การมีสารพิษในอาหารที่ให้ไก่กิน
6.โรคบางโรคที่ไปทำลายระบบการสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกาย
7.หน้าฝนไก่จะป่วยด้วยโรค ซี อาร์ ดี มากกว่าในฤดูอื่นๆ

อาการ มีหายใจเสียงครอกๆ อยู่ในหลอดลม มีน้ำมูกเหนียวอยู่ที่รูจมูก กินอาหารน้อย ขนยุ่ง อกแหลม
น้ำหนักไม่เพิ่ม ไข่ลด

พยาธิสภาพ พบถุงลมปอดขุ่นหนา มีสารสีเหลืองคล้ายเนยแข็งเป็นแผ่นติดอยู่ทั่วไป เยื่อบุช่องท้องอักเสบ
อวัยวะภายในติดกันแน่น เยื่อหุ้มตับอักเสบ เยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ ปอดอักเสบเรื้อรัง

การป้องกันและการรักษา ยาที่นิยมใช้และได้ผลดีทั้งการป้องกันและรักษาได้แก่ ไทโลซิน , ลินโคมัยซิน , ไทอามูลิน ซื้อลูกไก่จากฟาร์มแม่พันธุ์ที่มีการเอาใจใส่ หมั่นตรวจตราและให้ยาป้องการรักษา โรคซี อาร์ ดี ไว้เป็นระยะ ปรับปรุงการกกลูกไก่ให้ถูกต้อง จะช่วงให้ลูกไก่มีความแข็งแรงดีขึ้น

โรคหวัดหน้าบวม

สาเหตุ เกิดจากเชื้อฮิโมฟิลัส กัลลินารุม

การติดต่อ จะมีเชื้ออยู่ในเสมหะ น้ำมูกและน้ำตาของไก่ป่วย เชื้อจะปนเปื้อนไปในน้ำและอาหาร หรือติดไป ฝุ่นละอองภายในโรงเรียน

อาการ ไก่จะจาม มีน้ำมูลใสเหนียว น้ำมูกเหนียวข้นและขุ่น ในที่สุดเป็นก้อนหนองแข็งสีเหลือง หน้าบวม ตาบวม บางตัวเหนียงใต้คอจะบวมด้วย อัตราการไข่ลดลงมาก

พยาธิสภาพ มีการอักเสบของเยื่อบุช่องจมูก ไซนัส พบการอักเสบของบริเวณใต้หนังที่หน้า เหนียง และเยื่อตาขาว อาจจะพบลักษณะปวดบวม และถุงลมอักเสบ

การรักษา ยาที่ใช้รักษาได้ผลดี ได้แก่ ซัลฟาไดเมททอกซิน, ซัลฟาไทอาโซล สเตรปโตมัยซิน และอีริโทรมัยซิน

การป้องกัน ใช้วัคซีนเชื้อตาย ฉีดในไก่อายุ 8 -10 สัปดาห์และให้ซ้ำเมื่ออายุ 12 -15 สัปดาห์ ต้องมีระบบจัดการฟาร์มที่ดี การเลี้ยงไก่แบบเข้าหมดออกหมด จะช่วยลดปัญหาเรื่องตัวเก็บโรคในฟาร์มได้

โปรแกรมวัคซีนไก่ไข่

โปรแกรมวัคซีนไก่ไข่ เป็นสิ่งที่จำเป็นไม่ควรมองข้าม วันนี้เรามีโปรแกรมการทำวัคซีนที่จำเป็นมาฝาก มีอะไรบ้าง มีรายละเอียดดังนี้

โปรแกรมวัคซีนไก่ไข่

อายุวัคซีนวิธีทำ
1 วันมาเร็กซ์ฉีดเข้าใต้ผิวหนังต้นคอ
1-10วันนิวคาสเซิลและหลอดลมอักเสบหยอดตา
2 สัปดาห์ ฝีดาษแทงปีก
4 สัปดาห์นิวคาสเซิลหยอดตา
6 สัปดาห์กล่องเสียงอักเสบหยอดตา
12 สัปดาห์นิวคาสเซิลและหลอดลมอักเสบหยอดตาหรือละลายน้ำให้กิน
20 สัปดาห์นิวคาสเซิลและหลอดลมอักเสบหลอดตาหรือละลายน้ำให้กินหรือใช้วัคซีน ชนิดเอ็มพีของกรมปศุสัตว์ แทงปีหรือฉีดเข้ากล้ามเนื้ออก

หลังจาก 20 สัปดาห์ ให้วัคซีนนิวคาสเซิลและหลอดลมอักเสบทุกๆ 2 -3 เดือนต่อครั้ง ในกรณีใช้วัคซีนเอ็มพีของกรมปศุสัตว์ควรทำวัคซีนซ้ำอีกครั้งหลังจากนั้น 8 เดือน เพื่อให้ความคุ้มโรคสูงขึ้น
โปรแกรมการทำวัคซีน อาจเปลี่ยนแปลงได้ตามสภาพแวดล้อมของการระบาดของโรคนั้นๆในเขตที่ท่านเลี้ยงอยู่

วิธีการให้วัคซีนไก่ไข่แบบละลายน้ำ

1.งดให้น้ำไก่ก่อนทำวัคซีน 2 -4 ชั่วโมง ขึ้นกับสภาพอากาศ
2.น้ำต้องสะอาดไม่มียาฆ่าเชื้อโรค ควรใช้น้ำฝน
3.ผสมหางนมผงในอัตรา 100 กรัม ( 1 ขีด) ต่อน้ำ 40 ลิตร กวนให้เข้ากัน
4.เทวัคซีนที่ผสมแล้วชนิด 1,000 โด๊ส สำหรับไก่ 1,000 ตัว
5.ให้ไก่กินน้ำผสมวัคซีนให้หมดภายใน 1 -2 ชั่วโมง
6.น้ำผสมวัคซีนที่เหลือและขวดวัคซีนที่ใช้แล้วให้ทำลายทิ้ง

การให้แสงสว่างไก่ไข่

การให้แสงสว่างไก่ไข่

การให้แสงสว่างไก่ไข่ ที่มีความเข้มถูกต้องมีอิทธิพลในการกระตุ้นฮอร์โมนในตัวไก่ให้สามารถผลิตไข่ได้สม่ำเสมอ ไข่ดกและไข่ทน แม่ไก่ควรให้แสงเพิ่มขึ้นในระยะก่อนไข่เล็กน้อย หลังจากเริ่มไข่ควรได้รับแสงสว่างเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ประมาณอาทิตย์ละ 30 นาที จนกระทั่งให้ไก่ได้รับแสงสว่างวันละ 16 -47 ชั่วโมง ปกติแม่ไก่ได้รับแส่งจากธรรมชาติวันละ 12 ชั่วโมง โดยเฉลี่ยแสงสว่างที่เหลือให้แบ่งเวลาจากการเปิดไฟในตอนหัวค่ำและเช้ามืดตามความเหมาะสม
การให้แสงสว่างใช้หลอดไฟธรรมดาขนาด 60 วัตต์ พร้อมโคมไฟติดตั้งสูงจากตัวไก่ 2 เมตรครึ่ง ห่างกันดวงละ 4 เมตร โดยแขวนไฟแต่ละแถวสลับกัน

ลักษณะแม่ไก่ที่ไข่และไก่ที่ไม่ไข่

เมื่อไก่เริ่มให้ไข่ให้สังเกตสีผิวของไก่จะเปลี่ยนจากสีเหลืองเป็นสีซีดจางลง โดยเริ่มที่บริเวณรอบทวารหนักสีจะจางหายไปก่อน ถัดมาก็จางที่ขอบตา ที่หู โคนจงอยปาก ปลายจงอยปาก ฝ่าเท้าแข้งด้านหน้า แข้งด้านข้าง ข้อเข่า
ตามลำดับ เมื่อไก่หยุดสีผิดจะกลับคืนมาอย่างรวดเร็ว โดยสังเกตดูส่วนที่โคนจงอยปาก และแข้งสีจะเข้มข้นขึ้น
แม่ไก่ที่ผลัดขนใหญ่ปลายปีกแสดงว่าหยุดไข่แต่ถ้าผลัดขนที่ส่วนอื่นของลำตัวก็คงให้ไข่อยู่
แม่ไก่ที่มีนิสัยชอบฟักไข่ให้คัดออก เพราะนอกจากไม่ไข่แล้ว ยังรบกวนตัวอื่นด้วย

ลักษณะ แม่ไก่ที่กำลังไข่ แม่ไก่ที่ไม่ไข่

ลักษณะแม่ไก่ที่กำลังไข่แม่ไก่ที่ไม่ไข่
หงอนใหญ่สีแดง จับดูอุ่นมือเหี่ยวเล็กเป็นขุยสะเก็ด จับไม่อุ่นมือ
ตานูนเด่น แจ่มใส เซื่องซึม
ขอบตาบาง ขอบขาวลึก หนาเหลือง
หัวตาไม่ค่อยมีขนมีขนเต็ม
ปากซีดแกมขาว เหลือง
ก้น(ทวาร)ขยายใหญ่รียาว ชุ่มชื้นสีซีดหดเล็กแห้งกลมสีเหลือง
กระดูกเชิงกรานกว้าง 2 -3 นิ้ว มือกดดูอ่อนนุ่ม แคบกว่า 2 นิ้วมือกดดูแข็งกระด้าง

ความเครียดในไก่ไข่และวิธีแก้ไข

เมื่อไก่ได้รับความเครียดจากเหตุการณ์ใดๆ ก็ตาม ทำให้ไก่เกิดความผิดปกติร่างกายเสียสมดุลย์ เกิดการเปลี่ยนแปลงการทำงานของฮอร์โมนร่างกายของไก่ จะส่งผลให้ไก่อ่อนแอมีความต้านทานโรคลดลง ให้ผลผลิตต่ำลงร่างกายทรุดโทรมเร็วขึ้น และถ้ายังมีความเครียดเพิ่มขึ้นจากหลายๆ สาเหตุในที่สุดไก่ทนไม่ไหวแสดงอาการป่วยจนถึงตายได้

สาเหตุของความเครียดในไก่

1.ที่ให้น้ำและอาหารไม่พอกิน รังไข่น้อยไป
2.มี พยาธิ เหา ไร รบกวน
3.เลี้ยงไก่แน่นเกินไป
4.อากาศร้อนหรือหนาวเกินไป พื้นคอกชื้นแฉะการระบายอากาศไม่ดี
5.เกิดการต่อสู้จิกตี รังแกกันอยู่เสมอหรือบาดเจ็บ เนื่องจากการจัดระบบในสังคม หรือมีไก่ต่างขนาดกันมากในเล้าเดียวกัน
6.การทำวัคซีนป้องกันโรค และการให้ยาบางชนิด เช่น ยาถ่ายพยาธิ
7.การตัดปาก
8.การได้รับอาหารไม่ถูกส่วน คุณภาพไม่ดี อาหารไม่พอกิน ร่างกายทรุดโทรม
9.ไก่ได้รับเปลือกหอยและกรวดไม่พอ
10.อาหารไม่ย่อย น้ำสะอาดไม่พอ อาหารเก่าหมักหมมมีเชื้อรา
11.การถูกรบกวนบ่อยๆ เช่น มีแมว สุนัข หนู เสียงดังต่างๆ
12.การขนย้าย เปลี่ยนแปลงที่อยู่ใหมี่ การต้อนจับไก่
13.เปลี่ยนแปลงการเลี้ยงดูกระทันหัน เช่น ให้อาหาร ให้แสงไม่ตรงเวลา เปลี่ยนสูตรอาหารเร็วเกินไป
14.เกิดการติดโรค ป่วย ภาวะร่างกายเปลี่ยนแปลง
15.ไก่ให้ผลผลิตไข่สูงเท่าใด ความเครียดก็สูงขึ้นเท่านั้น
วิธีลดและแก้ไขความเครียดไก่ไข่
1.ตรวจดูสาเหตุต่างๆ อันจะนำมาซึ่งความเครียด พยายามป้องกันและแก้ไขปัญหาต่างๆ ให้ดีที่สุด อย่าทำให้ไก่ได้รับ
ความเครียดจากหลายสาเหตุพร้อมๆกัน
2.เมื่อสภาวะความเครียดเกิดขึ้นไก่มักจะกินอาหารน้อยลง จึงควรเพิ่มอาหารเสริม หรือผสมหัวอาหารไก่เพิ่มขึ้น 1 -2
กิโลกรัมต่ออาหารผสมแล้ว 100 กิโลกรัม
3.ให้วิตามินหรือสารอีเลคโตรไลท์ผสมให้ไก่กินเพื่อชดเชยและปรับความสมดุลย์ในร่างกาย
4.ถ้าความเครียดเกิดจากการเป็นโรคต้องรีบแก้ไขทันที การให้ยาปฏิชีวนะ หรือยารักษาอื่นๆ อย่างน้อยก็เป็นการป้องกันโรคแทรกซ้อนที่อาจตามมา เมื่อไก่อยู่ในสภาพอ่อนแอ ควรปรึกษาสัตวแพทย์หรือสัตวบาล
5.การให้ข้าวเปลือก หญ้า หรือใบกระถิน ช่วยให้ไก่ได้คุ้ยเขี่ยออกกำลังและลดปัญหาการจิกตีกัน

การเลี้ยงไก่ไข่ กับข้อควรปฏิบัติทั่วไป

วันนี้เรามีข้อปฏิบัติทั่วไปใน การเลี้ยงไก่ไข่ มาฝากท่านที่มีความสนใจในการเลี้ยงไก่ไข่ ซึ่งสามารถนำไปปรับใช้ในฟาร์มได้ จะมีอะไรบ้าง มาติดตามกันเลย

การเลี้ยงไก่ไข่

1.ดูแลความสะอาดและการถ่ายเทของอากาศภายในโรงเรือน
2.ทำความสะอาดรางน้ำและรางอาหารทุกวัน
3.หมั่นปรับถังอาหารและรางน้ำตามความเจริญเติบโตของไก่
4.การเปลี่ยนอาหารทุกครั้งให้ค่อยๆ เปลี่ยนโดยให้เวลาเปลี่ยนแปลงน้อย 4 วัน
5.ทุกครั้งที่เกิดภาวะเครียดควรละลายยาปฏิชีวนะผสมกับวิตามินให้ไก่กิน
6.ทำการชั่งน้ำหนักของไก่ และควบคุมให้น้ำหนักไก่ได้ตามมาตรฐานของสายพันธุ์นั้นๆ
7.บันทึกประวัติและสถิติการเลี้ยง เหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นทุกวัน
8.กำจัดพยาธิภายในและภายนอก (เหา ,ไร) ทันที เมื่อตรวจพบ
9.ตรวจเช็คดูสุขภาพของไก่ทุกวันในกรณีไก่ตายโดยไม่ทราบสาเหตุให้เผาหรือฝังเสีย
10.คัดไก่ป่วย พิการ อ่อนแอ ไก่ไม่ไข่ ออกทันทีเมื่อตรวจพบ
11.ถังอาหารหมั่นเขย่าบ่อยๆ ถ้าเป็นรางอาหารควรเคาะและเกลี่ยอาหารเพื่อกระตุ้นให้ไก่กิน และอาหารไม่เกาะตามขอบราง ป้องกันอาหารเป็นรา
12.ในฤดูร้อนหรือกรณีไก่กินอาหารน้อยลง ควรเพิ่มหัวอาหารให้พิเศษ 1 -2 กก. ต่ออาหารผสมแล้ว 100 กก. เพื่อให้ไก่ได้รับคุณค่าอาหารพอ
13.กลับหรือเปลี่ยนวัสดุรองพื้นทันทีที่เห็นว่าเปียกแฉะและควรเปลี่ยนวัสดุรองพื้นหลังจากถ่ายพยาธิแล้วในกรณีเลี้ยงแบบปล่อยฝูง
14.หมั่นทำความสะอาดฆ่าเชื้อโรงเรือนและอุปกรณ์อย่างทั่วถึง โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนก่อนนำไก่ใหม่เข้าและหลังเอาไก่เก่าออก
15.ให้ไก่ไข่ได้รับแสงสว่างเสมอวันละ 16-17 ชั่วโมง
16.การเลี้ยงแบบปล่อยฝูงควรเก็บไข่อย่างน้อยวันละ 4 ครั้งเพื่อลดการเสียหายจากไข่บุบ ไก่จิกกินไข่
17.ห้ามบุคคลภายนอกเข้าฟาร์มเด็ดขาด นอกจากำได้มีการฆ่าเชื้อแล้ว
18.กำหนดตารางวันที่ต้องทำวัคซีนป้องกันโรคไว้ล่วงหน้าทุกครั้ง ป้องกันการลืม
19.เมื่อมีปัญหาใดๆ เกิดขึ้น อันจะทำให้เกิดการเสียหายต้องรีบหาสาเหตุและแก้ไขทันที อย่ารอจนสายเกินแก้
20.กำจัดและป้องกัน ความเครียด ที่จะเกิดแก่ไก่อันจะนำมาซึ่งความเสียหายทั้งทางตรงและโดยทางอ้อม

การเลี้ยงปลานิลในกระชัง

การเลี้ยงปลานิลในกระชัง สำหรับสถานที่ที่เหมาะสมในการเลี้ยง ได้แก่แม่น้ำ เขื่อน ฝาย ซึ่งมีน้ำตลอดปี น้ำลึกมากกว่า 5 เมตร อากาศถ่ายเทสะดวก อยู่ใกล้บ้านและสาธารณูปโภค สถานที่ที่ควรหลีกเลี่ยง เช่น ใกล้ท่อระบายน้ำทิ้งจากโรงงานอุตสาหกรรมหรือแหล่งชุมชน, มีพืชน้ำ สาหร่าย หรือสิ่งสกปรกมาก น้ำไม่หมุนเวียน และการระบายอากาศไม่ดี

ข้อดีของ การเลี้ยงปลานิลในกระชัง

  1. กระชังทำง่าย และราคาถูก
  2. ดูแล และจัดการง่าน ทั้งการดูแลสุขภาพและการให้อาหาร
  3. ปลาโตเร็ว
  4. ผลผลิตต่อพื้นที่สูง และเก็บผลผลิตง่าย

ขนาดกระชังและการวางกระชัง

ขนาดกระชังที่นิยมคือ       5x5x2.5 , 4x4x2.5

การวางกระชัง

  • ก้นกระชังต้องห่างจากพื้นดินมากกว่า 1 เมตร
  • แต่ละกระชัง ควรวางห่างกันอย่างน้อย 50 เซนติเมตร
  • หลังจากจัดวางกระชังเรียบร้อยแล้ว ควรมีระดับน้ำสำหรับให้ปลาอยู่อาศัยไม่น้อยกว่า 1.5 เมตร
  • ไม่ควรวางกระชังเป็นกลุ่มติดกันมากกว่า 5 กระชัง

ขนาดปลาและอัตราการปล่อย

ขนาดปลาที่ปล่อยคือ ปลาน้ำหนัก 20 -40 กรัม หรือความยาวประมาณ  8-11 ซม. อัตราการปล่อย 2,000 -3,000 ตัว ทั้งนี้ขึ้นกับฤดูกาล , ขนาดปลาที่ปล่อย , ขนาดกระชัง ,ปริมาณและคุณภาพน้ำ และความชำนาญของผู้เลี้ยง

อาหารและการให้อาหาร

การให้อาหาร

  1. เดือนที่ 1 ให้อาหารปลาวันละ 3 ครั้ง (ประมาณ 3 -4 % ของน.น.ตัว /วัน)
  2. เดือน 2 เปลี่ยนมาให้อาหารวันละ 2 ครั้ง (ประมาณ 2.5 – 3 %ของน.น.ตัว/วัน)
  3. เดือนที่ 3 – ส่งตลาด ให้อาหารวันละ 2 ครั้ง (ประมาณ 2 % ของน.น.ตัว/ วัน )  (ในการเลี้ยงปลาจำนวน 2,000 – 3,000 ตัว)

** ให้ในปริมาณที่กินหมดภายใน 30 นาที

ระยะเวลาเลี้ยงและผลผลิต

  • ใช้ระยะเวลาเลี้ยงประมาณ 90 วัน ได้ปลาขนาด 2 ตัวต่อกิโลกรัม ผลผลิตต่อกระชัง 800 – 1,000 กิโลรัม

สิ่งที่ควรทราบก่อนเริ่มต้นเลี้ยงปลา

  1. ระดับน้ำขึ้นน้ำลงของแหล่งน้ำในรอบปี
  2. ช่วงฤดูน้ำหลากหรือฤดูฝนจะเริ่มเมื่อใด
  3. ทิศทางลมในรอบปี
  4. ความหนาแน่นของพืชน้ำ และสาหร่ายในแหล่งน้ำ

ปัญหาปลาตายในระหว่างการเลี้ยงเกิดจาก

  1. อากาศร้อน ทำให้น้ำที่ผิวน้ำมีอุณหภูมิสูงกว่าใต้น้ำ ปลาจะช็อคตาย เพราะปรับอุณหภูมิ ไม่ทัน เวลาขึ้นกินอาหาร
  2. ช่วงฝนต้นฤดูจะมีการชะล้างพัดพาตะกอนสิ่งสกปรกและสารพิษต่างๆ จากบนบกสู่แหล่งน้ำ
  3. ปลาขาดออกซิเจนเป็นปัญหามากในแหล่งน้ำ ที่มีพืชน้ำมาก และเลี้ยงปลาหนาแน่นเกินไป การผูกกระชังติดกันมากกว่า 5 กระชัง

การป้องกันและแก้ไข

  1. ติดตามและเฝ้าระวังการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอยู่เสมอ
  2. ควรมีอุปกรณ์เพิ่มออกซิเจนในน้ำเช่น เครื่องให้อากาศเครื่องตีน้ำเพื่อใช้ช่วงที่มีปัญหาการขาดออกซิเจน
  3. หลีกเลี่ยงการเลี้ยงปลาในช่วงวิกฤติของรอบปี
  4. มีโปรแกรมการเสริมวิตามินแร่ธาตุ และใช้ยาปฏิชีวนะเพื่อป้องกันและรักษาอาการปลาป่วยหรือตายเป็นระยะๆ

อาหารปลานิล และการจัดการระหว่างเลี้ยง

อาหารปลานิล แปลงเพศที่ใช้ เป็นอาหารเม็ดชนิดลอยน้ำ มีโปรตีนสูง เหมาะสมกับความต้องการของปลาแต่ละขนาด ปัจจัยที่ควรพิจารณาเกี่ยวกับการให้อาหารปลา ได้แก่

ระดับโปรตีนในอาหาร  ระดับโปรตีนที่เหมาะสมกับการเจริญเติบโตของปลานิลแต่ละช่วงจะแตกต่างกัน ลูกปลาวัยอ่อนและลูกปลานิ้ว จะต้องการอาหารที่มีระดับโปรตีนประมาณ 32-40% แต่ในปลาใหญ่ ต้องการประมาณ 27-34%

เวลาในการให้อาหาร ปลานิลจะกินอาหารได้ดีในช่วงที่มีปริมาณออกซิเจนละลายน้ำสูง ซึ่งปกติแล้วปริมาณออกซิเจนจะค่อยเพิ่มขึ้นในช่วงเช้า และสูงในช่วงเย็น ดังนั้น จะต้องสังเกตการณ์กินอาหารของปลาว่า ช่วงไหน ปลากินอาหารได้ดีที่สุด ซึ่งมักพบว่า ปลาจะกินอาหารได้ดีในช่วงเย็นมากกว่าช่วงเข้า ถ้าอากาศร้อนหรือหนาวมากเกินไป ปลาจะไม่กินอาหารหรือกินอาหารได้น้อยลง จึงควรปรับปริมาณอาหารที่ให้และเวลาการให้อาหารใหม่ให้เหมาะสม หากอุณหภูมิร้อน หรือเย็นกว่าปกติ ควรปรับลดปริมาณอาหารที่ให้ลงจากเดิม เพื่อป้องกันอาหารเหลือ

ความถี่ในการให้อาหาร เนื่องจากปลานิลไม่มีกระเพาะอาหารจริง จึงสามารถรับอาหารได้ทีละน้อย และมีการย่อยอาหารค่อนข้างช้า การให้อาหารทีละมากๆ นอกจากจะเป็นการสูญเสียแล้ว ยังทำให้เกิดน้ำเน่าเสีย ดังนั้น จึงควรให้อาหารทีละน้อยและบ่อยครั้ง ทั้งนี้ ความถี่ในการให้อาหารจะมากในปลาขนาดเล็ก และจะน้อยลงเมื่อปลาโตขึ้น

อาหารปลานิล

ปริมาณอาหารที่ให้ปลานิล จะขึ้นอยู่กับขนาดของปลาและอุณหภูมิของน้ำ อุณหภูมิของน้ำ 25-30 องศาเซลเซียส เป็ฯอุณหภูมิที่เหมาะสม ถ้าสูงหรือต่ำกว่านี้ ปลาจะกินอาหารได้น้อยลง

คุณค่าทางโภชนะของอาหารสำเร็จรูปของปลานิล

ระยะการเลี้ยงโปรตีนไขมันกากแคลเซียมฟอสฟอรัส
ปลานิลหรือปลานิลแดงขนาดเล็ก32%4%2.2%1.3%0
ปลานิลหรือปลานิลแดงขนาดกลาง30%4%4%2.2%1.3%
ปลานิลหรือปลานิลแดงขนาดใหญ่26%4%5%2%1.5%

การจัดการระหว่างการเลี้ยงปลานิล

หลังจากที่เราได้เรียนรู้ขั้นตอนการเตรียมลูกปลานิลก่อนปล่อยลงกระชัง เทคนิคในการขนส่งลูกปลา และตัวอย่างการคำนวณประมาณลูกปลาที่ปล่อยลงกระชังแล้ว เรามาต่อด้วยการจัดการระหว่างการเลี้ยงว่า เราต้องเตรียมและดูแลอะไรเพิ่มเติมบ้าง

  • ควรตรวจสอบกระชังเพื่อซ่อมแซมส่วนที่ชำรุดที่อาจเกิดจากวัสดุที่ลอยมาตามน้ำหรือปลาธรรมชาติกัดกระชัง เช่น ปลาปักเป้า เป็นสาเหตุทำให้กระชังรั่ว
  • ต้องทำความสะอาดกระชังและตาข่ายที่กั้นอาหารอย่างสม่ำเสมอ หากมีการอุดตัน โดยการใช้แปรงถูเพื่อลดการสะสมของเสียในกระชัง รวมทั้งทำให้การไหลของน้ำผ่านกระชังได้ดีขึ้น
  • ตักเศษอาหารที่เหลือและอุจจาระของปลาออกนอกกระชัง เพื่อลดการสะสมของเสียในกระชัง
  • หากมีปลาตาย ควรรีบตักปลาขึ้นมา อย่าปล่อยไว้ เพราะอาจทำให้เกิดการแพร่กระจายของเชื้อโรคไปสู่ปลาตัวอื่น
  • ควรสุ่มปลามาชั่งน้ำหนักอย่างสม่ำเสมอ 1-2 ครั้งต่อเดือน เพื่อประเมินน้ำหนักและปรับอัตราการให้อาหารตามน้ำหนักตัว
  • สังเกตพฤติกรรมการกินอาหาร หากปลากินอาหารลดลง ต้องรีบหาสาเหตุว่าเกิดจากอะไร เป็นการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมหรือปลาเริ่มป่วย

การเตรียมลูกปลานิล ก่อนลงกระชัง

การเตรียมลูกปลานิล

การเตรียมลูกปลานิล ควรพิจารณาถึงคุณภาพของลูกปลา โดยหาซื้อจากแหล่งที่มีความน่าเชื่อถือ เลี้ยงแล้วปลาโตดี ขนาดสม่ำเสมอ ไม่แตกไซส์ ก่อนการขนส่งลูกปลา จะต้องเตรียมปลาให้แข็งแรง โดยให้กินวิตามินซีผสมอาหารปลานิล ประมาณ 1 อาทิตย์ก่อนลงกระชัง งดให้อาหารลูกปลา 1-2 วัน ก่อนลงกระชัง เพื่อลดการเกิดของเสียในการขนส่ง รวมทั้งทำให้อัตราการตายของปลาหลังปล่อยลดลง

การขนส่งลูกปลานิล

  • สามารถขนส่งลูกปลาโดยบรรจุในถุงพลาสติกแล้วอัดออกซิเจนเข้าไปหรือหากขนส่งในภาชนะแบบเปิด เช่น ถังพลาสติกขนาดใหญ่ ที่ให้อากาศหรือออกซิเจนตลอดเวลาในการขนส่ง
  • ควรขนส่งช่วงเวลาที่อากาศไม่ร้อน ซึ่งทำให้อัตราการตายของปลาหลังปล่อยต่ำลงหรือเสียหายน้อย
  • การลดอุณหภูมิของน้ำระหว่างขนส่ง จะให้ให้ปลามีการเคลื่อนที่น้อยลง ลดความเครียดซึ่งก็ทำได้โดยการเติมน้ำแข็งลงไป จนได้อุณหภูมิ 24 องศาเซลเซียส
  • ในระหว่างการขนส่งอาจมีการใส่เกลือลงไป 0.1-0.5% (เกลือ 1-5 กิโลกรัมต่อน้ำ 1,000 ลิตร) เพื่อลดความเครียดของปลา รวมทั้งช่วยรักษาสมดุลของเกลือแร่ในตัวปลา

การปล่อยปลานิลลงเลี้ยงในกระชัง

  • ขนาดปลานิลที่ปล่อยโดยทั่วไปคือ 30-50 กรัม (20-30 ตัว/กิโลกรัม) อัตราการปล่อยโดยประมาณ 60-100 ตัว/ลูกบาศก์เมตร ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพการไหลของกระแสน้ำ ปริมาณและคุณภาพของน้ำ ฤดูกาล ขนาดกระชัง ระยะเวลาในการเลี้ยง ขนาดปลาที่จับ สายพันธุ์ และความชำนาญของเกษตรกรผู้เลี้ยง

ตัวอย่าง

ถ้าต้องการปล่อยปลาในอัตรา 80 ตัวต่อลูกบาศก์เมตร ลงในกระชังขนาด 3×3 เมตร ลึก 1.5 เมตร ซึ่งทำจากโครงเหล็ก โดยกระชังลอยเหนือน้ำ 30 เซนติเมตร จะต้องปล่อยปลาจำนวนกี่ตัวในกระชังดังกล่าว

วิธีทำ

  1. หาปริมาณน้ำที่ใช้ในการเลี้ยงปลา

ปริมาตรน้ำ      = ความกว้าง x ความยาว x ความลึก

= 3 x 3 x (1.5-0.3)

=3 x 3 x 1.2

= 10.8 ลูกบาศก์เมตร

  1. คำนวณหาจำนวนปลาที่ปล่อย

อัตราการปล่อยปลา 80 ตัวต่อลูกบาศก์เมตร หมายถึง

ปริมาณน้ำ 1 ลูกบาศก์เมตร ปล่อยปลาจำนวน 80 ตัว

ดังนั้น ปริมาตรน้ำ 10.8 ลูกบาศก์เมตร จะต้องปล่อยปลา = 80 x 10.8 = 864 ตัว

สรุปจะต้องปล่อยลูกปลาจำนวน 864 ตัวต่อกระชัง

  • วันที่ปล่อยลูกปลา ไม่ต้องให้อาหาร โดยเริ่มให้อาหารในวันถัดไป
  • ช่วงอาทิตย์แรกของการปล่อย ให้ผสมยาปฏิชีวนะกับอาหารให้ปลากินเป็นเวลา 7 วัน เพื่อป้องกันการติดเชื้อแทรกซ้อน

ระยะเวลาในการเลี้ยงปลานิล ในกระชัง

  • ปลาขนาด 30-50 กรัม ใช้เวลาเลี้ยง 3.5-4 เดือน จะได้ปลาขนาด 0.7 กิโลกรัม ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับคุณภาพของอาหารปลานิล สายพันธุ์ การจัดการ คุณภาพน้ำและสิ่งแวดล้อม

การเลี้ยงปลานิล

การเลี้ยงปลานิล ในอดีต มักอนุบาลในบ่อเดียวกันกับบ่อเพาะพันธุ์ หลังจากอนุบาลจนลูกปลาโตได้ขนาดตามต้องการแล้วจึงย้ายไปเลี้ยงในบ่อเลี้ยงต่อไป อาหารที่ใช้เลี้ยงส่วนใหญ่เป็นอาหารธรรมชาติ ซึ่งได้จากการใส่ปุ๋ยคอกและมีการเสริมเศษอาหาร เศษผักบ้างเป็นบางครั้ง นอกจากนั้นยังได้รับจากการกินมูลสัตว์ ระยะเวลาการเลี้ยงประมาณ 8 เดือน น้ำหนักปลาที่ได้ประมาณ 500 กรัม ในขณะที่ปัจจุบันระบบการเลี้ยง มักนิยมอนุบาลลูกปลาคนละบ่อกับบ่อเพาะพันธุ์ แล้วย้ายไปเลี้ยงในบ่อดินหรือกระชังต่อไป ซึ่งการเลี้ยงส่วนใหญ่มักเลี้ยงกันอย่างหนาแน่นและระยะเวลาการเลี้ยงประมาณ 4-5 เดือน น้ำหนักปลาที่ได้ประมาณ 800 กรัม ดังนั้นอาหารที่ใช้เลี้ยงจึงต้องใช้อาหารสำเร็จกันมากขึ้น เนื่องจากมีคุณค่าทางอาหารครบถ้วนเหมาะสมสำหรับการเจริญเติบโต ถ้าเป็นบ่อดินอาหารที่ใช้เลี้ยงมีทั้งอาหารสำเร็จรูปและอาหารธรรมชาติจากการใส่ปุ๋ย ส่วนการลี้ยงปลานิลในกระชัง อาหารปลานิลที่ใช้เลี้ยงจะเป็นอาหารสำเร็จเป็นหลัก

การเลี้ยงปลานิลแปลงเพศในกระชังนั้นให้ผลผลิตต่อพื้นที่สูง ปลามีการเจริญเติบโตดี สะดวกในการจัดการทั้งการให้อาหารและการดูแลสุขภาพ อีกทั้งยังทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น แต่ก่อนที่จะเลี้ยงต้องมีการศึกษาและทำความเข้าใจในการเลี้ยงอย่างถี่ถ้วน

สิ่งที่ควรคำนึงถึงก่อน การเลี้ยงปลานิล

  • ความพร้อมของเกษตรกร ทั้งในด้านความรู้ในการเลี้ยงและความพร้อมในการลงทุน
  • มีการวางโปรแกรมการผลิตที่ดี มีตลาดรองรับและต้องทำให้ต้นทุนในการผลิตต่ำที่สุด

ข้อดีของการเลี้ยงปลานิลในกระชัง

  • ให้ผลผลิตต่อพื้นที่สูง
  • ระยะเวลาในการเลี้ยงสั้น
  • ปลานิลมีอัตราการเจริญเติบโตดี
  • สะดวกในการดูแลและเวลาจับ

การเลือกสถานที่การเลี้ยง

  • คุณภาพสิ่งแวดล้อมต้องอยู่ในเกณฑ์ดี เนื่องจากเป็นการเลี้ยงแบบหนาแน่น
  • แหล่งน้ำควรมีความเป็นกรด-ด่าง ระหว่าง 7-8 มีค่าการส่องผ่านของแสงในน้ำ ระหว่าง 50-100 เซนติเมตร ประมาณออกซิเจนที่ละลายในน้ำไม่น้อยกว่า 5 มิลลิกรัม/ลิตร
  • สถานที่ที่เหมาะสมได้แก่ แม่น้ำ เขื่อน ฝาย ซึ่งมีน้ำตลอดปี น้ำลึกมากกว่า 4 เมตร อากาศถ่ายเท และสะดวกในการดูแล
  • สถานที่ที่ควรหลีกเลี่ยง ได้แก่ ใกล้ท่อระบายน้ำทิ้งจากโรงงานอุตสาหกรรม แหล่งชุมชน พื้นที่ทำการเกษตรที่มีการใช้สารเคมี บริเวณที่มีพืชน้ำ สาหร่าย หรือสิ่งสกปรกมาก น้ำไม่หมุนเวียน และการระบายอากาศไม่ดี

หลักในการพิจารณาการเลือกทำเลที่เหมาะสม

  • การถ่ายเทของกระแสน้ำ เพราะเนื่องจาก การเลี้ยงปลานิลในกระชัง อาศัยการถ่ายเทน้ำผ่านกระชัง พัดเอาน้ำดีเข้ามาใหม่และพัดของเสียออกนอกกระชัง ควรมีกระแสน้ำไหล และ ลมพัดแต่ไม่แรงมากนัก ควรแขวนกระชังไว้ในที่โล่งแจ้ง ห่างไกลจากร่มไม้และไม่ควรมีพรรณไม้ใต้น้ำ การเลี้ยงในอ่างเก็บน้ำ กระแสลมมีส่วนช่วยทำให้เกิดการหมุนเวียนของกระแสน้ำ
  • ความลึกของแหล่งน้ำ ควรลึกพอสมควร พื้นกระชังห่างจากพื้นดินไม่ต่ำกว่า 1 เมตร เพื่อป้องกันไม่ให้ของเสียรบกวนปลา
  • ห่างไกลจากสิ่งรบกวน ควรวางกระชังห่างไกลจากชุมชน เพื่อป้องกันการรบกวนปลาที่เลี้ยงเครียด ตกใจ ได้รับการบาดเจ็บจากการว่ายชนกระชัง รบกวนการกินอาหารหรือติดเชื้อจากบาดแผลที่เกิดขึ้น

การเลี้ยงปลาในกระชัง

การเลี้ยงปลาในกระชัง กระชังที่เลี้ยงปลามีรูปร่างหลายแบบ ที่สำคัญ คือ จะต้องมีช่องตาให้น้ำไหลถ่ายเทได้สะดวก และสามารถกักขังปลาที่จะเลี้ยงไว้ได้ด้วย โครงสร้างของกระชังที่เลี้ยงปลาแบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ

  1. โครงร่าง เพื่อให้กระชังคงรูปอยู่ได้ ทั่วๆไปมักเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า อาจทำด้วยไม้จริง ไม้ไผ่ หรือท่อน้ำ พีวีซี.
  2. ตัวกระชัง เป็นส่วนที่รองรับและกักขังปลาที่เลี้ยง วัตถุที่ใช้ควรเป็นวัสดุที่หาได้ง่ายในท้องถิ่น เช่น ไม้ไผ่ ไม้เนื้อแข็ง หรือวัสดุที่ใช้เป็นเนื้ออวนจำพวกไนลอน โพลีเอททีลีนพลาสติกซึ่งมีช่องตาขนาดต่างๆ เหมาะสมที่ใช้ในการเพาะ อนุบาล และเลี้ยงปลาขนาดใหญ่ได้ตามความเหมาะสม
  3. ทุ่นลอย เป็นส่วนที่ช่วยพยุงให้กระชังลอยน้ำอยู่ได้ สามารถรับน้ำหนักของตัวกระชังและผู้เลี้ยงปลาที่ลงไปปฏิบัติงานได้

การเลี้ยงปลาในกระชัง ชนิดของกระชัง

  1. กระชังไม่ไผ่ อายุการใช้งานประมาณ 2 -3 ปี ขนาดที่นิยม 25 เมตร การสร้างอาจใช้วิธีสานคล้ายชะลอม หรือใช้ตะปูตอกยึดราคาถูก อายุใช้งานประมาณ 1 -2 ปี กระชังแบบนี้ มีข้อเสียคือ ผนังไม่เรียบ กระแสน้ำไหลถ่ายเทไม่สะดวก เศษอาหารเหลือตกค้างตามก้นกระชังและทำความสะอาดกระชังได้ยาก
  2. กระชังไม้เนื้อแข็ง เหมาะสำหรับผู้ที่มีทุนมาก และเลี้ยงปลาที่มีราคาแพง กระชังที่ประกอบด้วยไม้เนื้ออ่อนมีอายุการใช้งานประมาณ 5-6 ปี กระชังที่ประกอบด้วยไม้เนื้อแข็งมีอายุการใช้งานประมาณ 8 -10 ปี ขนาดของกระชังที่นิยมใช้มี 3 ขนาด ได้แก่

ขนาด 2.5×8 เมตร ลึก 1.5 เมตร ขนาด 2.5×5 เมตร ลึก 1.5 เมตร และขนาด 2.5 x3 เมตร กระชังดังกล่าวใช้ลำไม้ไผ่หัวละ 25 ลำ เป็นลูกบวบ

  1. กระชังอวน เป็นกระชังที่ทำด้วยเนื้ออวนไนลอนหรือโพลีเอททีลีนต้องเป็นเนื้ออวนประเภทไม่มีปม เนื่องจากไม่ทำให้ปลาบอบช้ำและบาดเจ็บ กระชังอวนนี้นิยมใช้เลี้ยงปลาน้ำกร่อยบริเวณชายฝั่งทะเล อายุการใช้งาน 2 ถึง 3 ปี กระชังอวนแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะคือ
  • กระชังอวนผูกติดกับหลัก เหมาะสำหรับเลี้ยงปลาในบริเวณชายฝั่งเขตน้ำตื้นที่มีระดับน้ำขึ้นลงแตกต่างไม่เกิน 1.5 เมตร การติดตั้งกระชังต้องใช้เชือกผูกยึดมุมกระชังทั้งด้านบนและด้านล่าง มัดให้ติดกับเสาไม้ที่ปักแน่นอยู่ในน้ำ ขนาดกระชังและขนาดอวนขึ้นอยู่กับจำนวนและขนาดของปลาที่ปล่อยลงเลี้ยง
  • กระชังมุ้งไนล่อน ขนาด 1x2x1เมตร ช่องตาอวนขนาด 0.2 ซ.ม. ใช้สำหรับอนุบาบลูกปลา
  • กระชังขนาด 2x4x2เมตร เนื้ออวนเป็นชนิดโพลีเอททีลีน เบอร์ 6 ช่องตา ขนาด 1.5 ซม. ใช้สำหรับเลี้ยงปลาขนาดรุ่น
  • กระชังขนาด 5 เมตร หรือ 10x5x2.5 เมตร เนื้ออวนเป็นชนิดโพลีเอททีลีนเบอร์15 หรือ 16 ช่องตาขนาด 5 -7.5 ซม. ใช้สำหรับเลี้ยงลูกปลาขนาดประมาณ 10 ซม.
  • กระชังอวนลอย เป็นกระชังที่เหมาะสมสำหรับเลี้ยงปลาบริเวณชายฝั่งน้ำลึกที่มีระดับน้ำขึ้นลงแตกต่างมากกว่า 2 เมตร กระชังดังกล่าวประกอบด้วย
  • โครงร่างอาจประกอบด้วย ไม้ ไม้ไผ่ หรือท่อเหล็กชุบเป็นกรอบปากกระชัง สำหรับแขวนลอยกระชัง และใช้เป็นทางเดินเวลาปฏิบัติงานบนกระชัง
  • ทุ่นลอย ได้แก่ สไตโลโฟม ถังน้ำมัน ถังพลาสติก หรือไม้ไผ่มัดเป็นแพ
  • ตัวกระชัง ทำด้วยเนื้ออวนไนล่อน หรือโพลีเอททีลีน มี 3 ขนาด ด้วยกันคือ
    1. 12 เมตร ช่องตาอวน 2/8 นิ้ว ใช้สำหรับอนุบาบลูกปลาขนาด 2.5 ซม.
    2. 5x5x2 เมตร ช่องตาอวน 6/8 นิ้ว ใช้สำหรับเลี้ยงปลาวัยรุ่นขนาด 10 ซม.
    3. 5x5x2 เมตร ช่องตาอวน 4 ซม. สำหรับเลี้ยงปลาใหญ่ขนาดตั้งแต่ 20 ซม. ขึ้นไป