การออกแบบโคกหนองนา หลักการออกแบบพื้นที่ด้วยภูมิสังคม

การออกแบบโคกหนองนา หลักการออกแบบพื้นที่ด้วยภูมิสังคม ต่อเนื่องจากโพสต์การพูดถึงทำไมถึงต้องเป็นโคกหนองนา ทำไมต้องทฤษฎีใหม่ เกษตรกร สามารถนำมาใช้ได้จริงหรือเปล่า สำหรับบทความนี้ จะเป็นเรื่องการออกแบบ เผื่อเป็นแนวทางให้กับเกษตรกรที่กำลังสนใจ

หลุมขนมครกมันก็คือเกษตรทฤษฎีใหม่ของพระองค์ท่าน ถ้าจะให้ผมนิยามเนี่ย เรามาใช้คำให้เป็นภาษาชาวบ้านแค่นั้นเอง 1 โคกหนองนาโมเดล ถือว่าเป็น 1 หลุมพื้นที่ลุ่มน้ำ เปรียบเสมือนถาดขนมครก ถาด 1 ถาดถ้าไม่มีหลุมเลยเนี่ยมันก็จะเป็นฐานเรียบๆที่น้ำหลากมาก็ไหลผ่านหมดการทำหลุมขนมครกคือ โคกหนองนาเป็นหลุมเนี่ย อยู่ในถาดที่เป็นจุดๆให้เต็มถาด เพื่อให้แทนที่น้ำจะไหลผ่านทั้งหมดทีเดียวน้ำจะได้ขังอยู่ในหลุมขนมครกเพราะว่าน้ำฝนทั้งหมดที่ตกมาเนี่ยแทนที่มันจะทะลักล้นมาให้เกิดน้ำท่วมแบบนี้โดนเก็บไว้ก่อนละ เช่นที่ น่าน ถ้าเราไปทำอย่างนี้ทุกภูเขาที่มันกำลังหัวโล้นอยู่ ไปทำทั้งระบบเก็บน้ำบนภูเขามีปลูกป่าเพิ่มช่วยเก็บในดิน คือขุดหนอง บนเขาเขา ทำนาบนเขา ที่มันเป็นนาขั้นบันไดมันก็ชะลอน้ำให้ลากลงมาเพราะว่าระบบน้ำฝนตกมามันจะโดนชลออยู่ในพื้นที่ก่อนไม่ใช่ตกปุ๊บหลากดิ่งมาเลยเพราะมันดึงมารวมกันหมดมันก็เลยกลายเป็นน้ำป่า แต่ถ้าอย่างนี้มันจะชะลออยู่เป็นจุดๆหลุมขนมครก มันช่วยชะลอน้ำท่วมแล้วมันก็ยังมีน้ำเก็บในที่ดิน แล้วใช้ทั้งปีได้เพราะหลักการออกแบบของเราคือเราต้องคำนวณว่าน้ำที่ต้องใช้ใน 1 ปีเนี่ยมันใช้น้ำกี่ลูกบาศก์เมตรแล้วเราต้องเก็บน้ำให้ได้พอใช้ 1 ปีโดยที่ไม่ต้องรอน้ำจากระบบชลประทานต้องพึ่งตนเองเรื่องน้ำให้ได้ 100% หรือ 120% เพื่อจะเผื่อชาวบ้านที่เขาไม่มีพอ

โคกหนองนาโมเดล หลักการออกแบบพื้นที่ด้วยภูมิสังคม

หลักสำคัญที่สุดในการออกแบบพื้นที่จริงๆเนี่ยเราใช้คำว่าการออกแบบเชิงภูมิศาสตร์สังคมไทยคำว่าภูมิสังคมไทยเป็นคำที่ในหลวงพระราชทานให้ และทางมหาลัยแม่โจ้เอาคำนี้ไปเปิดเป็นหลักสูตรชื่อว่าหลักสูตรการพัฒนาภูมิสังคมอย่างยั่งยืน ได้ไปเรียนภาคทฤษฎีมาจากหลักสูตรนี้ พอเราเรียนภาคทฤษฎีเราก็พอเชื่อมโยงความเข้าใจของสิ่งที่พระองค์ท่านทรงคิดและปรัชญาของท่านว่าพระองค์ท่าน อยากจะทำอย่างไร สำคัญจริงๆเนี่ยปัจจัยคือเรื่องของคำว่า ภูมิสังคมนะครับ ภูมิคือกายภาพ สภาพดินน้ำลมไฟสังคมคือวัฒนธรรมความเชื่อภูมิปัญญาดั้งเดิมที่อยู่ในพื้นที่นั้น เพราะฉะนั้น ปัจจัย 2 ตัวในปัจจัยหลักที่สำคัญนะครับการออกแบบจริงๆ สังคมสำคัญกว่าภูมิ ต้องออกแบบตามคนที่อยู่เหมือนอย่างกับสถาปนิกที่เราใช้ก็คือปลูกเรือนตามใจผู้อยู่นี่แหละผมเคยออกแบบพื้นที่นึงแถวลำปางนะครับเป็นภูเขาด้านเดียวกันแต่ว่าคนที่อยู่เนี่ยเป็นคนเผ่ากะเหรี่ยงกับเผ่าอาข่าคนละชนเผ่าเพราะฉะนั้นการออกแบบนี้ก็จะใช้คนละรูปแบบเพราะว่าวัฒนธรรมการกินอยู่ไม่เหมือนกัน  พืชผักที่ปลูกก็ไม่เหมือนกันความต้องการน้ำของพืชผักแต่ละชนิดที่ไม่เหมือนกันมันก็จะแตกต่างกัน เพราะฉะนั้นภูมิประเทศเหมือนกันก็จริงแต่ถ้าสังคมไม่เหมือนกันการออกแบบว่าจะเปลี่ยนทันทีเพราะฉะนั้นสังคมจะมาก่อนภูมิ

ภูมิจะเป็นบรรทัดฐานที่ง่ายๆคือหลักของภูมิจะใช้หลักเดียวกันทั้งประเทศเช่นปริมาณน้ำฝนในพื้นที่แต่ละพื้นที่มันตกต่างกันเท่าไหร่ก็เอาปริมาณน้ำฝนมาเป็นตัวคำนวณ  ทิศทางลมของพื้นที่ส่วนใหญ่ในประเทศไทยเนี่ยลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้อยู่แล้วนะครับแต่ถ้าในพื้นที่เป็นร่องเขาอาจจะต้องไปดูว่าลมมาจากช่องทางไหน ทิศทางแดดแดดช่วงหน้าหนาวตะวันอ้อมใต้ทิศทางแดดอย่างไร แดดก็คือความร้อนการวางผังอะไรก็ตามต้องคิดถึงเรื่องนี้หมดเลย 

การออกแบบหลุมขนมครกหรือก็คือโคกหนองนาในพื้นที่ของเราจะต้องคำนึงถึงตัวแปรสำคัญนั้นคือดินน้ำลมไฟและคน ลักษณะการอุ้มน้ำของดินที่ต่างกันมีผลต่อการออกแบบพื้นที่เพราะจะต้องมีการวางแผนเพื่อขุดหนองน้ำและสิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งคือการปรับปรุงดินโดยใช้หลักการฟื้นฟูรักษาความสมบูรณ์ของหน้าดินโดยการห่มดินด้วยฟางใบไม้หรือหญ้าแล้วใช้ปุ๋ยอินทรีย์ให้เหมาะสมกับคุณลักษณะของดินจะช่วยแก้ปัญหาดินได้

มองเห็นคุณค่าของน้ำฝนที่ตกลงมาโดยการเก็บไว้ให้ได้มากที่สุด การขุดหนองน้ำโดยดูทางไหลของน้ำเข้าและออกจากพื้นที่เป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่ง หากวางตำแหน่งของน้ำในทิศทางที่ให้ลมร้อนพัดผ่านก็จะทำให้บ้านเย็นขึ้น ขุดน้องต้องกดให้คดเคี้ยวให้มีระดับความสูงในหนองน้ำไม่เท่ากันและปลูกพืชน้ำเพื่อให้ปลาอาศัยและวางไข่ได้ร่วมทั้งทำแซนวิชปลาคือการนำหญ้าและฟางกองสลากกับปุ๋ยหมักไว้ที่ต้นน้ำเพื่อสร้างแพลงต้อน เพิ่มอาหารให้กับสัตว์น้ำนั่นเอง

ลม จะหอบทั้งร้อนและฝนเข้ามาในพื้นที่ต้องดูว่าลมพัดเข้ามาทางไหนตามปกติแล้วลมฝนจะพัดมาทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ส่วนลมหนาวจะพัดมาทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือดังนั้นจึงควรวางตำแหน่งบ้านและลานตากข้าวไม่ให้ขวางทิศทางลมหนาวการออกแบบบ้านก็ควรให้มีช่องลมสอดรับกับทิศทางลมที่พัดมาในแต่ละฤดูกาลเพื่อทำให้บ้านเย็นลดการใช้พลังงานได้

 

ไฟ ก็คือแสงจากดวงอาทิตย์ซึ่งก่อให้เกิดความร้อนไปด้วยเราจะต้องสำรวจทิศทางขึ้นและตกของดวงอาทิตย์โดยควรสังเกตหลายๆครั้งในทุกฤดูเพราะในแต่ละฤดูมีทิศทางและช่วงเวลาที่ไม่เหมือนกัน

หัวใจสำคัญของการออกแบบคือความต้องการของคนคนคิดอย่างไรคนอยู่อย่างไรออกแบบให้เหมาะสมกับการดำรงชีวิตของผู้อยู่ที่นั่นจึงจะเรียกว่าดีที่สุด  

ดินจากการขุดหนองให้นำมาถมทำโคกโคกคนอยู่ทางทิศตะวันตกบนโคกให้ปลูกป่า 3 อย่างประโยชน์ 4 อย่างนั้นคือลูกไม้ใช้สอยมากินได้และไม้เศรษฐกิจซึ่งใช้ประโยชน์เป็นความพอกินพอใช้พออยู่และรักษาระบบนิเวศต้นไม้ที่ปลูกควรมี 5 ระดับคือไม้สูงกลางไม่เตี้ยเรี่ยดินและพืชหัวเมื่อต้นไม้สูงก็จะบดบังแสงอาทิตย์ช่วงบ่ายทำให้บ้านเย็นทั้งกลางวันและกลางคืน

โคกหนองนาโมเดล คืออะไร

บรรดาศาตร์ต่างๆในโลกนี้ส่วนใหญ่ก็จะเกิดจากปัญญาชนเกิดจากพระหรือเกิดจากเกษตรกรเกิดน้อยนักที่จะเกิดจากคนที่เป็นพระราชา แต่บ้านเราเนี่ยโชคดีเรามีพระราชาที่ออกจากทรงทำแล้วนะยังเป็นนักวิทยาศาสตร์ ยังเป็นนักสร้างนวัตกรรม ยังเป็นนักเกษตรเป็นผู้เชี่ยวชาญมากมาย มีพระมหากษัตริย์องค์เดียวเท่านั้นในโลกที่ทำสิ่งเหล่านี้ได้มากมายขนาดนี้

ศาตร์ก็คือ องค์ความรู้ที่ถูกพัฒนาถูกทดลองมาแล้วอย่างเป็นระบบเรียกว่า Sci หรือศาตร์ ทดลองทำมา 4 พันกว่าแห่ง ก็เรียกว่าทฤษฎีใหม่ ทฤษฎีเก่า เก่าก็คือฝนตกลงมาสูบน้ำจากคลองชลประทาน ฝนตกลงมา เก็บไว้ในอ่างเก็บน้ำ แล้วก็ปล่อยน้ำในคลองชลประทานหรือปล่อยมาจากท่อสูบใส่นาทำนาเสร็จแล้วก็น้ำหมดก็ไปเอาจากคลองชลประทานมาเติมอย่างนี้ ทฤษฎีเก่า ส่วน ทฤษฎีใหม่นั้นนอกจากเขื่อนที่สร้างไว้แล้วควรสร้างเขื่อนขนาดกลาง เช่น เขื่อนป่าสักเนี่ยมีอยู่แล้วท่านก็สร้างไว้ให้แล้วสร้างเพิ่มอ่างห้วยหินขาว จากห้วยหินขาวแนะนำต่อมาที่ชาวบ้านชาวบ้านแทนที่จะรอจากห้วยหินขาวจากอ่างเก็บน้ำป่าสักก็มาทำอ่างของตัวเองไว้ในบ้านใครบ้านมัน ก็จะมีหนองน้ำ มีสระน้ำ มีอ่างน้ำ มีฝาย และก็แล้วแต่ ที่จะเก็บน้ำมันอยู่ที่ตัวเอง และน้ำ นี่คำนวณแล้ว วิธีการเหล่านี้คือที่ใหญ่กว่าเก็บที่ขนาดกลางเก่าเก็บที่บ้านใครบ้านมันก็เก็บรวม 3 ระดับนี้มันจะเก็บน้ำได้มากกว่าเดิมถึง 5 เท่า ชาวบ้านก็ยอมเสียที่นาของตัวเองลงไปสัก 20-30 เปอร์เซ็นต์ ก็จะมีน้ำไว้ประจำบ้านตัวเอง ระบบจัดการแบบนี้ ทรงเรียกมันว่าทฤษฎีใหม่ แล้วก็คุยกันประชุมกันในเครือข่ายชาวบ้านชาวบ้านเห็นป่ะมันต้องใช้ภาษาชาวบ้าน เอ้าขุดหนองไง ไอ้ก็ทำโคกไง โกโก้ก็ปลูกป่าไง ตรงไหนก็มีคลองไส้ไก่ไง ตรงไหนมันระดับมันก็กั้นฝายไง ปั้นคันนาให้มันใหญ่เหมือนคนโบราณ บนหัวคันนาคนโบราณปลูกพริก ปลูกผัก ปลูกกล้วย ปลูกไอ้โน่นไอ้นี่ไว้กินแล้วบนคันนามันสูงใหญ่น้ำหลากมามันก็ไม่ท่วม ไอ้ต้นไม้ปลูกบนคันนามันก็ไม่ตาย แล้วก็เรียกว่าคันนาทองคำ เพราะบนคันนามันมีผลผลิตมั่งคั่งยิ่งกว่าทองคำ

โคกหนองนาโมเดล

โคกหนองนาโมเดล

ในนาก็มีปลาด้วยเพราะถ้าคันนามันใหญ่เก็บน้ำได้เยอะน้ำสูงลึกปลาก็ไม่อยู่ก็มาวางไข่ปลา ก็ไม่ต้องไปเลี้ยงปลา มันมาอยู่เองเพราะน้ำมันลึกมันมีความปลอดภัยมันก็มาอยู่ ข้าวก็ได้ดี ทำไมข้าวถึงได้ดี ก็เพราะมีขี้ปลาไง ขี้กุ้ง ก็ไม่ต้องซื้อปุ๋ย พอมีปลามีกุ้งหญ้าก็ไม่ขึ้นน้ำขังมากหญ้าก็ไม่ขึ้นมันก็ประหยัดทั้งยาฆ่าหญ้า ปุ๋ยไม่ต้องใส่แมลงไม่ต้องฉีด มีกุ้งหอยปูปลาอยู่ไม่ป่วย แมลงมาปลากระโดดจับกินเป็นธรรมชาติอย่างนี้เป็นพันๆปีแล้ว ก็เลยกลายเป็นภาษาง่ายๆเรียกว่า โคกหนองนาโมเดล ก็ประยุกต์ จากทฤษฎีใหม่ที่พระองค์ท่านคำนวณ

นี่คือศาสตร์ของพระราชาองค์รัชกาลที่ 9 นี่แหละซึ่งถ้าจะสรุปง่ายๆท่านก็บอกว่าก็พัฒนามาจากบรรพบุรุษนั่นแหละ เราอยู่กันที่นี่กันมาห้าพันกว่าปีบรรพบุรุษท่านพัฒนากันมาทีละนิดทีละนิดทำแบบอรุ่มอร่วยกันมาไม่ได้ติดตำราว่าต้องไปลอกประเทศโน้นประเทศนี้มา ก็พัฒนาจากฐานจากดินจากอารยธรรมของเราเองขึ้นมาเรื่อยๆ 5,000ปี ท่านบอกตำราแบบนี้ไม่จบ

จากทฤษฎีนี้แปลไปสู่การปฏิบัติเป็น 3 ระดับเนาะ ปรัชญา แปลงมาเป็นทฤษฎีบันได 9 ขั้นจากทฤษฎีแปลงไปสู่การปฏิบัติ

ทฤษฎีบันได 9 ขั้นสู่ความยั่งยืนตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง เริ่มต้นจากขั้นพื้นฐาน 4 ขั้นแรกนั่นคือพอกิน พอใช้ พออยู่ พอเริ่มเย็น ซึ่งสร้างได้ด้วยการปลูกป่า 3 อย่างประโยชน์ 4 อย่าง

บันไดขั้นที่ 1 พอกิน เงินทองเป็นของมายาข้าวปลาสิของจริง ต้องเริ่มจากการอยู่ให้ได้โดยให้ความสำคัญกับข้าวปลาอาหารซึ่งสร้างจากพื้นที่ของตัวเองพอมีพอกินด้วยการปลูกพืชผักผลไม้ให้พอกินก่อน

ส่วนบันไดขั้นที่ 2 3 และ 4 พอใช้ พออยู่ พอร่มเย็น ปลูกไม้ให้พอใช้ทั้งทำเครื่องนุ่งห่ม มีสมุนไพรเพื่อรักษาโรค ปลูกไม้ให้พออยู่คือมีไม้สำหรับสร้างที่อยู่อาศัยให้ร่มเงา ประโยชน์ของป่าเหล่านี้ทำให้เกิดบันไดขั้นที่ 4 พอร่มเย็น แนวทางนี้สามารถแก้ไขปัญหาความยากจนของเกษตรกรไทยและปัญหาหนี้สินที่พอกพูนจากการทำเกษตรเชิงเดี่ยว ปัญหาความเสื่อมโทรมของทรัพยากร ปัญหาความขาดแคลนน้ำภัยแล้งได้ด้วย

บันไดขั้นที่ 5 และ 6 บุญและทานยิ่งทำยิ่งได้ยิ่งให้ยิ่งมี เมื่อทำในขั้นที่ 1-4 ได้ คนเรามีพอแล้วที่เหลือก็นำมาแบ่งปันเป็นการฝึกจิตใจให้ละซึ่งความโลภ เชื่อมันในทานคือการให้ดังที่พระเจ้าอยู่หัวสอนไว้ว่า Our loss is Our gain การขาดทุนนั่นคือกำไร

บันไดขั้นที่ 7 เก็บรักษา เมื่อเรามีพอและได้แบ่งปันแล้วขั้นต่อไปคือการรู้จักเก็บรักษาใช้ภูมิปัญญาในการแปรรูปอาหารที่ยังมีอยู่เพื่อให้มีอาหารกินทั้งปีหรือว่าข้ามปีและยังเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้สิ่งที่เราปลูกเอง บันไดขั้นที่ 7 นี้ยังเป็นสิ่งที่เกษตรกรจะต้องทำให้ได้ก่อนจะไปสู่ขั้นที่ 8 ต่อไป

บันไดขั้นที่ 8 ขาย เนื่องจากเศรษฐกิจพอเพียงไม่ใช่เศรษฐกิจการค้าแต่ไม่ใช่เศรษฐกิจหลังเขาการค้าขายสามารถทำได้แต่ทำภายใต้การรู้จักพอประมาณและทำไปตามลำดับโดยของที่ขายคือของที่เหลือจากทุกชั้นแล้วจึงนำมาขาย ขายด้วยความรู้สึกของการให้เพื่ออุ้มชู เผื่อแผ่ แบ่งปัน ไปด้วยกัน

สุดท้ายบันได 9 กองกำลังเกษตรโยธินหรือการสร้างเครือข่ายเชื่อมโยงทั้งประเทศเพื่อขยายผลความสำเร็จตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงสู่การปฏิวัติแนวคิดและวิธีการดำเนินชีวิตของคนในสังคมในชุมชน

เราเป็นประเทศยากจนมาก่อนพัฒนามาเป็นประเทษปานกลางแล้วก็อยากไปเป็นประเทศร่ำรวยเหมือนคนอื่นเขา ท่านก็บอกไม่เอาแบบนั้นเพราะว่าถ้าติดตำราเดี๋ยวพอถึงหน้าสุดท้ายในไปต่อไม่ได้ก็ต้องก็ต้องเปิดหน้าหนึ่งใหม่เพราะว่าถึงหน้าสุดท้ายแล้วก็ติดเพดานบินแล้วยังไงต่อสุดท้ายก็ตกหัวปักลงมาก็ชัดเจนปี 40 เศรษฐกิจ แล้วมันหัวปักลง ท่านบอกเราไม่อยากก้าวหน้าอย่างมากแบบแบบประเทศเหล่านั้นแบบประเทศก้าวหน้าอย่างมากแต่เราก็เป็นประเทศก้าวหน้าเหมือนกันแต่เราไม่ใช่เจ้าหน้าอย่างมากเราไม่อยากเป็นอย่างนั้นแล้วก็เป็นประเทศที่มั่งคั่งร่ำรวยเหมือนกันแต่มีน้ำ มีดิน มีอากาศ มีน้ำใจที่ยิ่งกว่านั้นคือสังคมเราเป็นคนมีน้ำใจที่มั่งคั่งที่สุดในโลกเราเป็นเมืองยิ้มทั่วโลกเขารู้จักเราตอนนี้ก็พัฒนากันมาอย่างนี้อย่างอรุ่มอร่วยเป็นพันปีนี้เลยว่าตำราแบบนี้ไม่จบแล้วก็จะพัฒนาไปเรื่อยๆแล้วก็จะค่อยๆก้าวหน้าไป ก้าวหน้าไปยังไง ท่านก็รับสั่งว่า ต้องมีพอกิน พออยู่ พอใช้ มีสภาพแวดล้อมที่ดี ต้องอย่าทำลายป่า ปลูกป่า ต้องจัดการน้ำ จัดการดิน ฝนตกลงมาให้เก็บน้ำเอาไว้ อย่าปล่อยให้น้ำไปชะ พังทะลายหน้าดินลงมา บรรพบุรุษรู้ ว่าพื้นที่ไหนควรทำอะไร พื้นที่ไหน ไม่ควรทำอะไร เวลาไหนควรทำอะไร เวลาไหนไม่ควรทำอะไร เขารู้กันมาดีอยู่แล้ว อันนี้ เรียกว่า พอเพียง

การทําปุ๋ยหมักแบบไม่พลิกกลับกอง

การทําปุ๋ยหมักแบบไม่พลิกกลับกอง นอกจากเราจะได้ปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพดีแล้ว เรายังสามารถใช้เศษวัสดุเหลือใช้จากการเกษตรไม่ว่าจะเป็น ฟางข้าวหญ้า ซังข้าวโพด หรือเศษใบไม้ แทนที่เราจะเผาทิ้ง ซึ่งทำให้เกิดฝุ่นควันทำลายสุขภาพเกิดฝุ่น PM 2.5  ที่เป็นปัญหาทุกปี ดังนั้นเพื่อการลดปัญหาเหล่านี้ วันนี้ เราจึงมาแนะนำการทำปุ๋ยหมักแบบไม่กลับกอง เพื่อนำไปใช้ในการปลูกพืช เพื่อเป็นการลดต้นทุน ในการผลิตพืชผักหรือข้าวอินทรีย์ ที่เป็นทางเลือกสำหรับเกษตรกรที่ประสงค์จะมีความปลอดภัยจากการใช้สารเคมีและปุ๋ยเคมีในการเพาะปลูกทุกขั้นตอนเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคที่มีความห่วงใยในสุขภาพของตนเองนั้น ตัดใจที่สำคัญที่สุดในการผลิตพืชผักหรือถ้าอินทรีย์ก็คือการผลิตและใช้ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยอินทรีย์แต่เนื่องจากการผลิตปุ๋ยอินทรีย์โดยวิธีปกติที่ทำกันมานานส่วนมากจะเป็นการทำแบบพลิกกลับกองซึ่งการพิกัดกองนั้นจะต้องใช้แรงงานและสิ้นเปลืองเวลาดังนั้นเกษตรกรจึงไม่ค่อยให้ความสนใจกับการใช้ปุ๋ยอินทรีย์เท่าที่ควร

ด้วยเหตุนี้มหาวิทยาลัยแม่โจ้กินได้คิดค้นการทําปุ๋ยหมักแบบไม่พลิกกลับกอง หรือที่เรียกว่าขั้นตอนการผลิตปุ๋ยอินทรีย์วิธีวิศวกรรมแม่โจ้ 1 วันนี้เลยอยากจะนำความรู้มาแนะนำเกษตรกรที่สนใจในการทำปุ๋ยอินทรีย์แบบง่ายๆนะครับ

การทำปุ๋ยหมักแบบไม่พลิกกลับกอง

[wpsm_toplist]

ขั้นตอน การทําปุ๋ยหมักแบบไม่พลิกกลับกอง ในการผลิตปุ๋ยอินทรีย์วิธีวิศวกรรมแม่โจ้ 1 มีดังนี้นะครับ

ข้อที่ 1

นำฟางข้าวหรือเศษข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 4 ส่วนวางเป็นชั้นบางๆสูงไม่เกิน 10 เมตรนะครับฐานกว้างอยู่ที่ 2.5 เมตรวางเป็นชั้นบางๆแต่ไม่ต้องเหยียบจากนั้นโรยทับด้วยมูลสัตว์ 1 ส่วนแล้วรดน้ำทำเช่นนี้ไปเรื่อยๆประมาณ 15 ถึง 17 ชั้นโดยแต่ละชั้นก็ให้รดน้ำให้มีความชื้นขึ้นกองไปเรื่อยๆเป็นรูปสามเหลี่ยมที่มีความสูงอยู่ที่ 1.5 เมตรสำหรับกองปุ๋ยเราสามารถที่จะทำยาวเท่าไหร่ก็ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนเศษวัสดุที่เรามีในพื้นที่ นะครับ 

ข้อที่ 2

การรักษาความชื้นภายในกองปุ๋ยให้มีความเหมาะสมอยู่เสมอตลอดเวลาโดยมีค่าประมาณร้อยละ 60-70 มี 2 ขั้นตอนดังนี้นะครับขั้นตอนที่ 1 รดน้ำภายในกองปุ๋ยวันละครั้งโดยไม่ให้มีน้ำไหลนองออกมาจากกองปุ๋ยมากจนเกินไป ขั้นตอนที่ 2 เมื่อครบวันที่ 10 ให้ใช้ไม้แทงกองปุ๋ยให้เป็นรูลึกจนถึงด้านล่างกองแล้วกรอกน้ำลงไประยะห่างของรูประมาณ 40 cm ทำขั้นตอนที่ 2 นี้ 5 ครั้งระยะเวลาห่างกัน 10 วันเมื่อเติมน้ำสำเร็จแล้วให้ปิดรูเพื่อไม่ให้สูญเสียความร้อนภายในกองปุ๋ยขั้นตอนนี้ แม้ว่าอยู่ในช่วงของฤดูฝนก็ต้องทำเพราะน้ำฝนไม่สามารถซึมเข้าไปในกองปุ๋ยได้

ภายในเวลา 5 วันแรก กองปุ๋ยจะมีอุณหภูมิสูงขึ้นมากบางครั้งสูงถึง 70 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นเรื่องปกติสำหรับกองปุ๋ยที่ทำได้ถูกวิธี ที่อยู่ในมูลวัวหรือมูลสัตว์อยู่แล้วซึ่งความร้อนเหมาะสมกับการทำงานของจุลินทรีย์ในกองปุ๋ยได้ดีหลังจากนั้นอุณหภูมิจะค่อยๆลดลงจนปกติพี่อายุประมาณ 60 วัน

ข้อที่ 3 

เมื่อกองปุ๋ยมีอายุครบ 60 วันแล้วก็จะหยุดให้ความชื้นของปุ๋ย จะมีความสูงลดลงเพียง 1 เมตรแล้วทำปุ๋ยอินทรีย์ให้แห้งเพื่อให้จุลินทรีย์สงบตัวลงเพื่อไม่ให้เป็นอันตรายต่อร่างพืชเวลาที่เรานำปุ๋ยไปใส่ต้นไม้พืชผักหรือว่าจะนำไปบดให้ละเอียดเพื่อบรรจุใส่กระสอบไว้จำหน่ายก็ได้

หัวใจสำคัญของการผลิตปุ๋ยอินทรีย์วิธีวิศวกรรมแม่โจ้ 1 นั่นก็คือ

ต้องรักษาความชื้นภายในกองปุ๋ยให้มีความเหมาะสมเสมอตลอดเวลาทั้งภายในและภายนอกกองปุ๋ยด้วยวิธีการสอนขั้นตอนข้างต้น บริเวณใดที่แห้งเกินไปหรือใช้เกินไปจุลินทรีย์จะไม่สามารถย่อยสลายได้ทำให้วัสดุไม่ย่อยสลายกระบวนการอาจใช้เวลานานถึง 6 เดือนถึง 1 ปีก็ได้

ข้อห้ามของการผลิตปุ๋ยอินทรีย์วิธีวิศวกรรมแม่โจ้ 1

 1 ห้ามขึ้นเหยียบกองปุ๋ยให้แน่นเหลือผ้าคลุมกองปุ๋ยเอาดินคลุมด้านบนกองปุ๋ย เพราะจะทำให้อากาศไม่สามารถผ่านเข้าไปได้ทำให้อากาศไม่ถ่ายเท

 2 ห้ามละเลยการดูแลความชื้นทั้ง 2 ขั้นตอนเพราะถ้ากองปุ๋ยแห้งเกินไปจะทำให้ระยะเวลาในการย่อยสลายนานและปุ๋ยอินทรีย์มีคุณภาพต่ำ

 3 ห้ามวางเศษพืชเป็นชั้นหนาเกินไปเพราะจะทำให้จุลินทรีย์ที่มีมูลสัตว์ไม่สามารถเข้าไปย่อยสลายเศษพืชได้

 4 ห้ามทำกองปุ๋ยใต้ต้นไม้เพราะความร้อนภายในกองปุ๋ยอาจทำให้ต้นไม้ตายได้

 5  ถามระบายความร้อนออกจากกองปุ๋ยเพราะความร้อนสูงในกองปุ๋ยจะช่วยให้จุลินทรีย์ทำงานได้ดีมากขึ้นและยังช่วยให้เกิดการไหลเวียนของอากาศผ่านกองปุ๋ย 

เศษพืชทุกชนิดสามารถนำมาทำปุ๋ยอินทรีย์วิธีนี้ได้เช่นฟางข้าวสั่งและเปลือกข้าวโพดผักตบชวา เศษผักตลาด และเศษใบไม้ทั้งสดและแห้งเดี๋ยวพบว่า ฟางข้าว ผักตบชวาและเศษข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เป็นเศษพืชที่ย่อยสลายได้ง่ายที่สุด ส่วนเมล็ดลำไยลิ้นจี่ก็สามารถนำมาทำได้เช่นกันแต่ต้องไปบดให้ละเอียดเสียก่อน

การผลิตปุ๋ยวิธีนี้จะช่วยลดการเผาฟางข้าวในนาได้โดยการไถกลบตอซังแล้วนำฟางข้าวกลับบริษัทเป็นกองปุ๋ยวิธีใหม่นี้ในนาใกล้แหล่งน้ำ เมื่อปุ๋ยอินทรีย์แห้งถึงฤดูกาลเพาะปลูกก็นำไปใช้ในอัตรา  500 ถึง 1000 กิโลกรัมต่อไร่แล้วไถกลบไปพร้อมกับการเตรียมดินได้เลยจะช่วยประหยัดเวลาและแรงงานในการขนวัสดุได้มาก

การทำกองปุ๋ยอินทรีย์ยาว 4 เมตร จะให้ปุ๋ย 1 ตัน ใช้มูลสัตว์ประมาณ 30 กระสอบ คิดเป็นต้นทุนในการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ตันละ 750 บาท ในขณะที่ราคาจำหน่ายปุ๋ยอินทรีย์ในท้องตลาดอยู่ที่ประมาณตันละ 5,000 ถึง 7,000 บาท ดังนั้นวิธีนี้ก็ยังเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่สามารถช่วยลดต้นทุนในการใช้ปุ๋ยเคมีที่มีราคาสูงรวมถึงการซื้อปุ๋ยอินทรีย์เมื่อเทียบกับการที่เราทำปุ๋ยเองก็สามารถลดต้นทุนลงไปได้เยอะ

แหนแดง Azolla microphylla สายพันธุ์ของกรมวิชาการเกษตร

่แหนแดง เป็นเฟิร์นชนิดหนึ่งที่มีขนาดเล็ก พบได้ทั่วไปในบริเวณน้ำนิ่ง ใบมีลักษณะที่เล็กเรียงซ้อนกันอยู่ ประกอบด้วยกัน 2 ส่วน คือ ส่วนบน และส่วนล่าง โดยใบย่อยส่วนบน จะมีโพรงใบ ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของไซยาโนแบคทีเรีย มีประสิทธิภาพในการตรึงไนโตรเจนจากอากาศ ให้แหนแดงใช้ในการเจริญเติบโต แหนแดงจะสามารถขยายตัวได้อย่างรวดเร็วหากอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม และให้ผลผลิตแหนแดงสดมากถึง 3 ตัน/ไร่ ภายในระยะเวลาประมาณ 30 วัน และยังสามารถตรึงไนโตรเจนได้ถึง 5-10 กก./ไร่ การย่อยสลายของแหนแดง จะค่อยๆ ปลดปล่อยไนโตรเจนออกมา ด้วยเหตุนี้เอง กรมวิชาการเกษตรจึงได้มีการทำการวิจัย การนำแหนแดงมาผลืตเป็นปุ๋ยชีวภาพ แทนการใช้ปุ๋ยเคมี ในการปลูกข้าว

แหนแดง ทำไมเป็นสีเขียว

โดยปกติ แหนแดงจะถ้าอยู่ในประเทศที่มีอากาศเย็น อุณหภูมิต่ำกว่า 15 องศา จะเป็นสีแดง ส่วนในประเทศไทย หากแหนแดงเป็นสีแดง แสดงว่า แหนแดงที่เกิดอยู่บริเวณนั้นขาดธาตุฟอสฟอรัส

การใช้ประโยชน์จากแหนแดง

เนื่องจากแหนแดง มีองค์ประกอบของไนโตรเจนสูง จึงเหมาะที่จะทำเป็นปุ๋ยพืชสด ใช้ในนาข้าว เพื่อลดการใช้ปุ๋ยยูเรีย โดยเฉพาะเกษตรกรที่ปลูกพืชผัก หรือทำนาระบบอินทรีย์ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องหาแหล่งในโตรเจนจากธรรมชาติ

แจกเมล็ดพันธุ์ผักฟรี

แจกเมล็ดพันธุ์ผักฟรี ศูนย์การเรียนรู้การผลิตเมล็ดพันธุ์ผัก เกษตรอินทรีย์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ท่านละ 2 ชุด โดยแต่ละชุดมีพันธุ์ผักให้ 5 ชนิด เกษตรกร หรือผู้ที่สนใจ ตั้งแต่วันนี้ – 30 มิ.ย. 63

แจกเมล็ดพันธุ์ผักฟรี

มหาวิทยาลัยแม่โจ้ส่งเสริมการปลูกผักสวนครัวทั่วไทย “สู้ภัย โควิด-19” แจกเมล็ดพันธุ์ผักฟรี เพียงส่งซองเปล่าขนาดไม่ต่ำกว่า 13*18 ซม.พร้อมติดแสตมป์ 5 บาท จ่าหน้าซองถึงตัวท่านเอง แล้วส่งมาที่

แจกเมล็ดพันธุ์ผักฟรี

ผศ.ฉันทนา  วิชรัตน์

ศูนย์การเรียนรู้การผลิตเมล็ดพันธุ์ผัก เกษตรอินทรีย์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้

อาคารปรับปรุงสภาพและตรวจสอบเมล็ดพันธุ์พืชอินทรีย์

151 หมู่ 7 ต.ป่าไผ่ อ.สันทราย จ.เชียงใหม่ 50210

เกษตรกรจะได้รับเมล็กพันธุ์จำนวน 2 ชุด (สำหรับตัวท่าน 1 ชุด และมอบต่อให้คนที่ท่านรักอีก 1 ชุด) แต่ละชุดประกอบด้วยเมล็ดพันธุ์พืชผักจำนวน 5 ชนิด

รายละเอียดเพิ่มเติม https://www.facebook.com/

 

ไก่ชนพม่า

ไก่ชนพม่า เป็นไก่ขนาดเล็ก มีลักษณะทั่วไปคล้ายไก่ป่า น่าจะสืบพันธุ์มาจากไก่ป่า ไก่เก่งที่เห็นนำมาตีกันในบ่อนมักเป็นไก่ขนาดเล็ก เว้นแต่เป็นลูกผสมน้ำหนักประมาณ 3 กก. ไก่พม่าส่วนใหญ่เป็นไก่เดือย มากกว่าแข้ง

[wpsm_toplist]

ลักษณะ ไก่ชนพม่า

สี

สีดอกหมาก บางทีเรียก สีโย ทางภาคเหนือเรียก สีสา หรือไก่ปู้สา ไก่พม่าสีดอกหมากถือว่าเป็นสีเก่ง เทียบได้กับ ไก่เหลืองหางขาวของไทย มีทั้งหางขาว หางดำ ถ้าหางขาว ปากจะขาว ถ้าหางดำ ปากมักดำ

สีนกกรดแดง บางคนเรียก สีแดงทองแดง เป็นสีเก่งรองจากสีดอกหมาก เทียบกับสีประดูของไทยก็ว่าได้ มีทั้งหางขาว หางดำ

นอกจากสีนี้แล้ว ก็ยังมีสีอื่นๆ เช่นเดียวกันกับไก่ไทย คือ เขียว เทา สีลาย โดยเฉพาะตัวเมียจะเป็นสีลาย สีแดงคล้ายสีหม้อดิน สีดำ ตาดำ แข้งดำ ก็มี

รูปร่าง ขนาด

ไก่สายพันธุ์พม่า ถ้าเป็นลูกร้อย (พม่าแท้) มีรูปร่างขนาดเล็ก เมื่อเทียบกับไก่สายพันธุ์ไทย คือ โตกว่าไก่ป่าและไก่แจ้ ไก่พม่ามีลักษณะหางหกอกตั้ง แบ่งออกได้ 3 ขนาด คือ

  • ขนาดเล็ก  มีน้ำหนักตั้งแต่ 2.0-2.5 กก.
  • ขนาดกลาง น้ำหนักตั้งแต่ 2.5-2.7 กก.
  • ขนาดใหญ่ น้ำหนักตั้งแต่ 2.7-3.0 กก.

ชั้นเชิงฝีตีน

ไก่สายพันธุ์นี้ ชั้นเชิงการตีน้อย แต่มีความไวสูงและแม่น เวลาชนมักไม่ชอบเข้าเกี้ยวหรือประทะคู่ต่อสู้ มักจะถอยฉะหรือดีดแข้งเปล่า เวลาเจอคู่ต่อสู้เผลอและเสียจังหวะ เวลาเจอไก่กอด ไก่ขี่มักจะคออ่อนและถอดตี หรือชักลิ่มตี ดังนั้น ไก่กอด ไก่ขี่มักจะแพ้ทางพม่า ไก่ที่จะเอาชนะไก่พม่าได้ต้องเป็นไก่เดินอัดเท้าตีบ่าตีหัว หรือมัดปีกตี ไม่อยู่ห่างให้ดีดแข้งเปล่าได้ ไก่พม่าลูกแท้ถ้าถูกตีตัวจะทนไม่ได้ เพราะกระดูกบางและเล็ก

จุดเด่น

  • ว่องไว แม่นเดือย มักแทงหูแทงตา
  • ดีดแข้งเปล่าได้ดี
  • น้ำขนดี สนับปีกหนา
  • ตีแม่นและลำไม่ลด

จุดด้อย

  • ขนาดเล็ก
  • กระดูกบางกว่าไก่ไทย ไก่เวียดนาม
  • ถูกตีตัวและหน้ากระเพาะ ทนไม่ได้
  • ลูกหนุ่มน้ำอดน้ำทนน้อย

ข้อสังเกต

สำหรับไก่พม่าข้อมูลจากผู้เล่นไก่พม่า มีข้อมูลที่น่าสนใจคือ

  1. ไก่พม่าที่มาทางจังหวัดกาญจนบุรี และอำเภอแม่สอด มักมีขนาดโต ไม่ค่อยเก่ง สู้มาจากมาทางแม่สาย จ.เชียงรายไม่ได้
  2. ไก่พม่าเลือดร้อย ถ้ามีขนาดโตประมาณ 3 กก. มักเก่งไม่สู้ไก่ขนาดเล็กและขนาดกลาง
  3. ไก่พม่าลูกร้อยสู้ไก่ลูกผสมไทย+พม่าไม่ได้ ชนกันทีไรมักจะแพ้มากกว่าชนะ
  4. ไก่พม่าลูกร้อยหรือลูกผสมถ้ามีอายุดีจนถ่ายแซมแหลมจัดจะมีน้ำอดน้ำทนดีกว่าลูกหนุ่ม เพราะกระดูกแข็งและใหญ่ขึ้น
  5. ไก่พม่าลูกถ่ายเล่นได้ถึง 2 ถ่าย
  6. ไก่พม่าลูกผสมในภาคเหนือของไทยที่มีฝีตีนจัดและเก่งมักจะอยู่ที่ จ.ลำปาง แพร่ พะเยา เชียงราย เชียงใหม่ ลำพูน
  7. ไก่พม่าหรือไก่ลูกผสมพม่า เวลาเข้าบ่อนถ้าเป็นสีดอกหมากหรือสีแดง มักหาคู่ยาก

เทคนิค การเพาะไก่ชน และการอนุบาลลูกไก่

เทคนิค การเพาะไก่ชน และการอนุบาลลูกไก่

การเพาะไก่ชน และการอนุบาลลูกไก่ชน เป็นอีกปัญหาหนึ่งที่ผู้เพาะเลี้ยงไก่มักมีปัญหาเกี่ยวกับการเพาะไก่หรือการผสมไก่ในกรณีที่มีพ่อไก่เก่งๆ เมื่อนำไปเป็นพ่อพันธุ์ก็อยากได้ลูกเยอะๆ แต่ก็กลัวพ่อไก่จะโทรมหรือขาอ่อน เพราะผสมกับตัวเมียหลายตัวหรือมากเกินไป พอถ่ายสมบูรณ์นำมาเลี้ยงเพื่อออกชนอีก กลัวไก่จะไม่เก่งเหมือนเดิม หลายท่านถามผมมาว่าจะมีวิธีแก้ปัญหานี้อย่างไร? คือ

การเพาะไก่ชน

– อยากได้ลูกไก่เยอะๆ จากหลายแม่

– แต่ไม่อยากให้พ่อพันธุ์โทรมจนหมดความเก่ง

เราลองมาดูวิธีการกันดีกว่าว่า เราจะมีวิธีจัดการปัญหาเหล่านี้ได้อย่างไร

ก่อนอื่นเรามาทำความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องการผสมพันธุ์ของไก่ ซึ่งผมเคยศึกษาจากตำราหลายเล่มทำให้รู้ว่าการผสมพันธุ์ของไก่นั้นมันผสมกันทีละฟอง คือ ในการผสมพันธุ์ของพ่อพันธุ์แต่ละครั้งมันจะมีเชื้อหรือตัวสเปิร์มหลายร้อยตัวฉีดเข้าไปในท่อรังไข่ของตัวเมีย แต่ยังไม่ผสมกับไข่อ่อนทั้งพวงของตัวเมีย แต่มันจะรอให้ไข่สุกหลุดจากพวงไข่ไหลลงมาตามท่อรังไข่ ตัวสเปิร์มทั้งหลายก็จะวิ่งเข้าหาฟองไข่ที่มีลักษณะนิ่มๆ สเปิร์มตัวใดแข็งแรง วิ่งไวกว่าตัวอื่นๆ พอถึงฟองไข่ก็จะเจาะเข้าไปในไข่แดง เปลือกไข่ที่นิ่มๆ ก็จะแข็งเป็นเปลือกไข่ และแม่ไก่ก็จะไข่ออกมา

ส่วนตัวสเปิร์มที่เหลือก็รอไข่ฟองต่อไป สำหรับเชื้อตัวสเปิร์มนั้นสามารถมีชีวิตอยู่ในท่อรังไข่ได้ถึง 3 อาทิตย์

ในเรื่องนี้มีคนเลี้ยงไก่ได้ทำการ ทดลองแล้ว คือ ให้แม่ไก่ที่พร้อมจะให้ตัวผู้ทับ โดยบำรุงพ่อไก่ให้สมบูรณ์แล้วปล่อยให้ตัวผู้ทับตัวเมีย 1 ครั้ง แล้วจับตัวผู้แยก ปล่อยให้ตัวเมียอยู่ในกรงตัวเดียว

ต่อมาตัวเมียก็ไข่ 10 ฟอง แม่ไก่ก็กกไข่อยู่ 21 วัน ปรากฎว่าออกทั้ง 10 ฟอง ทั้งๆ ที่ไม่ได้ให้ตัวผู้ตัวใดทับอีก ซึ่งตามตำรานั้นเป็นเรื่องจริง

 

หากเรามีพ่อไก่เก่งๆ อยากได้ลูกของมันเยอะๆ ก็ไม่ยาก เพียงแต่ท่านเลี้ยงพ่อพันธุ์ของท่านให้สมบูรณ์แข็งแรง และทำกรงขังตัวเมียที่จะนำมาผสมกับพ่อไก่ตัวเก่งไว้กรงละตัว พอเห็นว่าตัวเมียมันร้องกุ๊กๆ ใกล้จะไข่ก็ปล่อยตัวผู้ทับตัวเมียสัก 5-10 นาที แล้วแยกออก

วันต่อไปก็นำไปผสมกับตัวเมียตัวที่ 2-3-4-5…ตามลำดับ โดยไม่ต้องให้พ่อไก่ทับตัวเมียเป็นครั้งที่ 2-3-4…รับรองว่าติดหมด

โดยวิธีดังกล่าวรับรองว่าพ่อพันธุ์หรือพ่อไก่ของท่านจะไม่โทรม ปีต่อไปนำมาฟิตซ้อมเล่นได้สบายมาก แต่ตัวท่านปล่อยให้พ่อพันธุ์ของท่านคุมตัวเมียเป็นฝูงๆ หรือจับพ่อไก่ขังกับตัวเมียในกรง 1-2 ตัว พ่อไก่มันก็จะทับตัวเมียวันละหลายครั้ง ทำให้น้ำเชื้ออ่อนแอ ไม่แข็งแรง พ่อไก่ก็จะโทรม และลูกไก่ที่ได้มักจะไม่แข็งแรง หากพ่อพันธุ์มีอายุหลายปียิ่งทำให้น้ำเชื้อไม่แข็งแรง ลูกไก่ที่ได้ก็มักจะไม่แข็งแรงตามไปด้วย

การอนุบาลไก่  หลายซุ้ม-หลายฟาร์มมีปัญหาลูกไก่ที่เพาะออกมาครอกๆ หนึ่ง 7-10 ตัว มักจะเหลือรอดโตไม่ถึงครึ่ง นอกนั้นจะหงอย, ซึม, ปีกรอม, ขี้จุกตูด และตายในที่สุด ทำให้ลูกไก่ที่เพาะได้แต่ละครอกเหลือไม่ถึงครึ่ง ซึ่งเป็นการสูญเสียที่ไม่คุ้มกับการลงทุน

หลายท่านถามผมว่าลูกไก่ของผมมีปัญหามั๊ย? ครอกหนึ่งเหลือกี่ตัว? ผมบอกไปว่าไก่ของผมฟักออกมา 10 ตัว ก็อยู่ครบ 10 ตัว เว้นแต่จะเจองูหรือแมวเอาไปกิน หลายคนไม่เชื่อ ไปเยี่ยมดูลูกไก่ถึงบ้าน พอมาเห็นลูกไก่ของผมแข็งแรงสมบูรณ์ดีก็สงสัย ทั้งๆ ที่บ้านของผมมีพื้นที่จำกัด

หลายท่านถามผมว่าทำวัคซีนหรือเปล่า? ผมก็บอกว่าทำบ้าง ไม่ได้ทำบ้าง มาระยะหลังๆ ไม่เห็นไก่มันเป็นอะไรก็เลยไม่ได้ทำ เขาก็ถามผมว่าผมใช้ยาอะไร? ผมก็บอกว่าใช้ยาที่ผมจำหน่ายอยู่ คือ

– สยามเอ็นโร-x ผสมน้ำให้ไก่กิน 3 วัน ติดต่อกัน และเว้นไป 7-10 วัน แล้วให้กินอีก 3 วัน ตั้งแต่แรกเกิดจนโต

– สยามไวตาเป็นวิตามินรวมหลายสิบตัว ผสมน้ำให้ไก่กินได้ทุกวัน

ที่จริงผมไม่อยากบอกชื่อยาเดี๋ยวจะหาว่าผมอยากขายยา หรือท่านอาจจะลองใช้ยาที่เขาโฆษณาขายอยู่ทำไปก่อน หากไม่ได้ผลแล้วค่อยลองมาใช้ยาของผมก็ได้

นอกจากยาดังกล่าวแล้วผมก็จะให้ลูกไก่กินหัวอาหารประมาณ 3 เดือน หลังจากนั้นก็ให้กินข้าวเปลือก เรื่องอาหารต้องเป็นอาหารที่ดี สะอาด ไม่ขึ้นรา หรือหมดอายุ มิฉะนั้นจะทำให้ไก่ท้องเสีย แล้วโรคต่างๆ ก็จะตามมา

สถานที่เลี้ยงลูกไก่ต้องหมั่นทำความสะอาดอยู่เสมอ กลางคืนต้องคุมมุ้งให้ลูกไก่มิฉะนั้นจะถูกยุงกัดและกลายเป็นไก่ผอมแห้งเพราะเสียเลือดและเป็นฝีดาษได้

อาหารนอกจากข้าวหรือหัวอาหารแล้วต้องมีหญ้าหรือเศษผักให้ไก่กินด้วย อย่างที่บ้านผมไม่มีหญ้า ผมก็ไปเก็บเศษผักจากตลาดมาให้ไก่กิน แต่ก่อนจะนำไปให้ไก่กินต้องล้างน้ำให้สะอาด เพราะผักต่างๆ เหล่านั้นเขาพ่นยาฆ่าแมลงตลอดเวลา

ครับ…ปัญหาการดูแลหรืออนุบาลไก่ เจ้าของต้องดูแลเอาใจใส่เรื่องอาหารและความสะอาดของสถานที่

อนึ่งผมไม่นิยมนำเอาอาหารหมู อาหารหมา หรืออาหารไก่เนื้อ มาให้ไก่ที่ผมเลี้ยงกิน เพราะผมไม่ได้เลี้ยงไก่ชนของผมให้เป็นหมู เป็นหมา หรือเป็นไก่เนื้อ

แต่ผมจะเลี้ยงไก่ของผมเพื่อไว้ชน ดังนั้นผมจึงใช้หัวอาหารไก่ชนให้ลูกไก่ของผมกิน ท่านว่าจริงมั๊ยครับ?

หมายเหตุ…มีปัญหาคาใจเรื่องไก่ชนปรึกษา อ.วีระเดช พะเยาศิริพงศ์ ได้ที่ 237/3 ซอยราชวิถี 24 เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300

 

อบรมฟรี ช่องทางการขายสินค้าเกษตรออนไลน์ จัดโดย คณะเกษตรศาสตร์ ม.อุบลฯ

ข่าวดีครับ อบรมฟรี ช่องทางการขายสินค้าเกษตรออนไลน์ จัดโดย คณะเกษตรศาสตร์ ม.อุบลฯ ซึ่งจัดขึ้นเป็นปีที่ 2 แล้วครับ การอบรมครั้งนี้ เพื่อให้เกษตรกร ได้เรียนรู้ช่องทางการทำการตลาดออนไลน์ เช่น Facebook กลยุทธิ์การทำ Content เรียนรู้การถ่ายภาพ และการทำคลิปวิดีโอสั้นๆ การอบรมจัดขึ้นระหว่างวันที่ 14-15 มี.ค. 2563 8.30-17.00 น. ท่านที่สนใจสามารถสมัครออนไลน์ได้ที่ลิงค์ https://goo.gl/WHWpgS

รายละเอียด โครงการบริการวิชาการ สินค้าเกษตรออนไลน์ปีที่ 2 วันที่14-15 มีนาคม 2563

ช่องทางการขายสินค้าเกษตรออนไลน์

ช่องทางการขายสินค้าเกษตรออนไลน์

ณ ห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์3 คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

วันเสาร์ ที่ 14 มีนาคม 2563

8.30 – 9.00 น.
-ลงทะเบียน และ เปิดการอบรม
9.00 – 12.00 น.
-บรรยายหัวข้อ รู้จักช่องทางการทำการตลาด บน Facebook
-บรรยายหัวข้อ สร้าง Facebook Page ให้มีประสิทธิภาพ
-บรรยายหัวข้อ เรียนรู้ฟังก์ชันของ Facebook Page ส าหรับธุรกิจออนไลน์
12.00 – 13.00 น.
-พักรับประทานอาหารกลางวัน
13.00 – 16.00 น.
-บรรยายหัวข้อ เรียนรู้กลยุทธ์การตลาดด้วยคอนเทนต์ (Content Marketing)
-บรรยายหัวข้อ เรียนรู้การวางแผนคอนเทนต์(Content Planning)
-บรรยายหัวข้อ เรียนรู้การเขียนโพสต์อย่างมีประสิทธิภาพ

วันอาทิตย์ ที่ 15 มีนาคม 2563

9.00 – 12.00 น.
– เรียนรู้การถ่ายภาพ
– เรียนรู้การถ่ายภาพด้วยสมาร์ทโฟน และอุปกรณ์ถ่ายภาพ
– เรียนรู้การตกแต่งภาพด้วยแอปในสมาร์ทโฟน
12.00 – 13.00 น.
-พักรับประทานอาหารกลางวัน
13.00 – 14.00 น.
-กรณีศึกษาสินค้าเกษตรออนไลน์
14.00 – 16.00 น.
-สร้างคลิปวิดีโอรีวิวสินค้าด้วยสมาร์ทโฟน
16.00 – 16.30 น.
-พิธีปิดการอบรมและมอบเกียรติบัตร
หมายเหตุ: ในระหว่างการอบรมมีอาหารว่างและเครื่องดื่มบริการ

อบรมการเพาะเห็ดฟรี 2563

อบรมการเพาะเห็ดฟรี 2563 โครงการ“การเพาะเห็ดเศรษฐกิจ” 26-27 มีนาคม 2563 จัดโดยคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ขอเชิญผู้ที่สนใจเข้าร่วมฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการเรื่อง “การเพาะเห็ดเศรษฐกิจ

ในระหว่างวันที่ 26-27 มีนาคม 2563 เวลา 08.00-16.30 น. ณ อาคารเทคโนโลยีการเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

วัตถุประสงค์ อบรมการเพาะเห็ดฟรี 2563 ของคุณะเกษตรศาสตร์ ม.อุบล

เพื่อถ่ายทอดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับหลักการเพาะเห็ดบดในถุงพลาสติกโดยการบรรยายรวมทั้งการฝึกปฏิบัติในขั้นตอนต่างๆของการเพาะ โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น

ผู้ที่สนใจสามารถดาวน์โหลดใบสมัครและสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ผศ.ดร.ยุวดี ชูประภาวรรณ ภาควิชาพืชสวน คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี โทรศัพท์ 089-1890622 โทรสาร 0-4528-8373
หมดเขตรับสมัครในวันที่ 23 มีนาคม 2563
**รับจำนวน 30 คน**

CPF รับสมัครงานด่วน สัตวบาลฟาร์มสุกร สัตวบาลส่งเสริมสุกร

CPF รับสมัครงานด่วน

บริษัท ซีพีเอฟ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ประกาศรับสมัครงานด่วน รายละเอียดดังนี้

ตำแหน่ง

สัตวบาลฟาร์มสุกร สัตวบาลส่งเสริมสุกร

พื้นที่

  • ภาคอีสานตอนล่าง : นครราชสีมา บุรีรัมย์ ร้อยเอ็ด
  • ภาคอีสานตอนบน : สกลนคร อุดรธานี
  • ภาคกลาง : ลพบุรี ชัยนาท
  • ตะวันตก : ปราณบุรี ราชบุรี
  • ตะวันออก : จันทบุรี ชลบุรี สระแก้ว
  • ภาคเหนือตอนล่าง : กำแพงเพชร
  • ภาคใต้ : พังงา

วุฒิการศึกษา : ปริญญาตรี
สาขา : การผลิตสัตว์ เทคโนผลิตสัตว์ สัตวศาสตร์ หรืออื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
เพศ : ชาย ต้องพ้นภาระการเป็นทหารเรียบร้อยแล้ว
สัตวบาล : สามารถขับรถยนต์ได้ (ต้องมีใบขับขี่)
** หากมีประสบการณ์จะพิจารณาเป็นพิเศษ **

รายได้

  • 21,000 บาท/เดือน ขึ้นไป
  • ค่ารักษาพยาบาลพนักงานและครอบครัว
  • โบนัส จ่ายทุกปี
  • ที่พัก ฟรี
  • มีรถยนต์ให้ใช้

ติดต่อฝ่ายทรัพยากรบุคคล

1.คุณสุรวุฒิ แจ่มสุวรรณ์ (บ๋วย) โทร. 0845989619
2.คุณปณต ดอกดวง (มาร์ค) โทร. 0833645775
3.คุณวิจิตรา เรืองจันทร์ (ต้อม) โทร. 0855537785
4.คุณจิรฐา สระแก้ว (แต๋น) โทร. 0891119905

ราคาสับปะรด 2562 แนวโน้มราคาโรงงาน พื้นที่การปลูก

ราคาสับปะรด 2562 แนวโน้มดีขึ้นจากปีที่แล้ว

ราคาสับปะรด 2562 คาดการณ์ว่า ราคามีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น เนื่องจากรัฐบาล ได้มีการปฏิรูปภาคการเกษตร โดยแนะนำให้เกษตรกรเพาะปลูกพืชที่เหมาะสมในแต่ละพื้นที่ ฤดูกาลนี้น่าจะเห็นผลชัดเชน คาดว่าปีนี้ สับปะรด จะมีผลผลิตลดลงจากปีก่อนเกือบ 1 แสนตัน ซึ่งแน่นอนว่า จะทำให้ราคาสับปะรดของปี 62 นี้ มีราคาที่ดีขึ้นด้วย

คาดการณ์ราคาสับปะรดโรงงาน ปี 2562

มีเนื้อที่เพาะปลูกและเก็บเกี่ยวทั่วประเทศประมาณ 5.4 แสนไร่ ซึ่งลดลงกว่าปีที่ผ่านมากว่า 1.8 หมื่นไร่ เนื่องจากเกษตรกรปรับเปลี่ยนไปปลูกพืชอื่น แทน เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมในการปลูกอยู่แล้ว ก็จะส่งผลให้ผลผลิตรวมทั้งประเทศมีประมาณ 2.2 ล้านตัน ซึ่งลดลงจากปีที่แล้วกว่า 9.5 หมื่นตัน แน่นอนว่า ราคาจะดีขึ้น

แนวทางในการบริหารจัดการสินค้าสับปะรด

กระทรวงเกษตรฯ ดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ ปี 2560-2569 ด้านการผลิต ส่งเสริม การผลิตตามพื้นที่ อะกรีแมพ โดยแบ่งจังหวัดที่อยู่ในรัศมีรอบกลุ่มโรงงาน 100 กม. ให้ส่งเสริมการปลูกสับปะรดเพื่อส่งเข้าโรงงานแปรรูป ส่วนจังหวัดที่อยู่ห่างจากโรงงาน จะเน้นการปลูกเพื่อบริโภคผลสด แล้วให้ลดการปลูกในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสม

ส่วนด้านการแปรรูปนั้น ก็มีการศึกษาวิจัย และมีการนำเอาเทคโนโลยี นวัตกรรมต่างๆ มาใช้ เพื่อช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้สับปะรด ตัวอย่างเช่น อาหารเพื่อสุขภาพ แปรูปเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อความงาม รวมถึงเพิ่มมูลค่าจากเศษวัสดุเหลือจากการผลิต พัฒนาสิ่งทอจากใบสับปะรด สารสกัดจากสิ่งแหลใช้ในกระบวนการแปรรูปด้วย

ด้านการตลาดสับปะรด จะมีการขยายตลาดส่งออกไปยังกลุ่มประเทศ มุสลิม เอเชียตะวันออก ส่งเสริมการจำหน่ายสินค้าบนสื่อออนไลน์มากขึ้น แล้วก็จะมีการรณรงค์ให้คนไทยบริโภคสับปะรด และผลิตภัณฑ์แปรรูปต่างๆ ในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาด ในช่วง เมษายน – มิถุนายน

ประโยชน์ของสับปะรด

ผลสด มีสรรพคุณทางยา มีฤทธิ์ ช่วยขับปัสสาวะ ลดการเกิดกระเพาะปัสสาวะอักเสบ ลดบวม ลดอาการท้องผูก แกนสับปะรดก็มีคุณค่าทางอาหาร คือช่วยย่อย ลดการจักเสียด แน่นเฟ้อ ช่วยทำให้ร่างกายสดชื่น

เช็คราคาได้ที่ลิงค์ http://www.oae.go.th/

อาหารไก่ชนนักสู้

อาหารไก่ชนนักสู้ อาหารไก่ชนสำเร็จรูปชนิดเม็ด อีกหนึ่งยี่ห้อที่อยากให้คนเลี้ยงไก่ชนลองซื้อไปใช้ หรือท่านใดที่ยังหาอาหารไก่ชนยี่ห้อไหนดี แนะนำเลยครับ มีให้เลือกซื้อตั้งแต่อายุแรกเกิด จนถึง ไก่พ่อพันธุ์ รายละเอียดดังนี้

อาหารไก่ชนนักสู้ รายละเอียด

[wpsm_toplist]

นักสู้ 111

อาหารไก่ชนนักสู้ 111

อาหารไก่ชนอายุแรกเกิด – 2 เดือน เป็นอาหารเม็ดเกล็ดขนาดเล็ก เหมาะสมกับการจิกกินของลูกไก่ชน ย่อยง่าย ได้รับสารอาหารครบถ้วนตามความต้องการ

นักสู้ 222

อาหารไก่ชนนักสู้ 222

อาหารไก่ชนอายุ 2-8 เดือน เป็นอาหารเม็ดขนาดที่เหมาะสมกับไก่รุ่น ช่วยลดการสูญเสียจากการตกหล่น เสริมสร้างกล้ามเนื้อและโครงสร้างของไก่ ให้สมบูรณ์ แข็งแรง

อาหารไก่ชนนักสู้ 555

นักสู้ 555

อาหารไก่ชนตัวผู้อายุตั้งแต่ 8 เดือนขึ้นไป เป็นอาหารเม็ดสำหรับไก่พ่อพันธุ์และไก่ที่ใช้เพื่อการกีฬา ช่วยให้ไก่หน้าแดง ขนเป็นเงางาม และที่สำคัญ ไก่ไม่อ้วน

คุณค่าทางโภชนะของอาหารไก่ชน

ผลิตภัณฑ์โปรตีน (%)ไขมัน (%)กาก (%)ความชื้น (%)
ไก่ชนอายุแรกเกิด - 2 เดือน203413
ไก่ชนอายุ 2-8 เดือน172613
ไก่ชนตัวผู้อายุตั้งแต่ 8 เดือนขึ้นไป162813

อาหารไก่ชนนักสู้ ผลิตโดย บริษัท ลีพัฒนาผลิตภัณฑ์ จำกัด มหาชน สำหรับท่านใดสนในสามารถสั่งซื้อออนไลน์หรือร้านค้าตัวแทนจำหน่ายอาหารสัตว์ใกล้บ้าน