บรรดาศาตร์ต่างๆในโลกนี้ส่วนใหญ่ก็จะเกิดจากปัญญาชนเกิดจากพระหรือเกิดจากเกษตรกรเกิดน้อยนักที่จะเกิดจากคนที่เป็นพระราชา แต่บ้านเราเนี่ยโชคดีเรามีพระราชาที่ออกจากทรงทำแล้วนะยังเป็นนักวิทยาศาสตร์ ยังเป็นนักสร้างนวัตกรรม ยังเป็นนักเกษตรเป็นผู้เชี่ยวชาญมากมาย มีพระมหากษัตริย์องค์เดียวเท่านั้นในโลกที่ทำสิ่งเหล่านี้ได้มากมายขนาดนี้

ศาตร์ก็คือ องค์ความรู้ที่ถูกพัฒนาถูกทดลองมาแล้วอย่างเป็นระบบเรียกว่า Sci หรือศาตร์ ทดลองทำมา 4 พันกว่าแห่ง ก็เรียกว่าทฤษฎีใหม่ ทฤษฎีเก่า เก่าก็คือฝนตกลงมาสูบน้ำจากคลองชลประทาน ฝนตกลงมา เก็บไว้ในอ่างเก็บน้ำ แล้วก็ปล่อยน้ำในคลองชลประทานหรือปล่อยมาจากท่อสูบใส่นาทำนาเสร็จแล้วก็น้ำหมดก็ไปเอาจากคลองชลประทานมาเติมอย่างนี้ ทฤษฎีเก่า ส่วน ทฤษฎีใหม่นั้นนอกจากเขื่อนที่สร้างไว้แล้วควรสร้างเขื่อนขนาดกลาง เช่น เขื่อนป่าสักเนี่ยมีอยู่แล้วท่านก็สร้างไว้ให้แล้วสร้างเพิ่มอ่างห้วยหินขาว จากห้วยหินขาวแนะนำต่อมาที่ชาวบ้านชาวบ้านแทนที่จะรอจากห้วยหินขาวจากอ่างเก็บน้ำป่าสักก็มาทำอ่างของตัวเองไว้ในบ้านใครบ้านมัน ก็จะมีหนองน้ำ มีสระน้ำ มีอ่างน้ำ มีฝาย และก็แล้วแต่ ที่จะเก็บน้ำมันอยู่ที่ตัวเอง และน้ำ นี่คำนวณแล้ว วิธีการเหล่านี้คือที่ใหญ่กว่าเก็บที่ขนาดกลางเก่าเก็บที่บ้านใครบ้านมันก็เก็บรวม 3 ระดับนี้มันจะเก็บน้ำได้มากกว่าเดิมถึง 5 เท่า ชาวบ้านก็ยอมเสียที่นาของตัวเองลงไปสัก 20-30 เปอร์เซ็นต์ ก็จะมีน้ำไว้ประจำบ้านตัวเอง ระบบจัดการแบบนี้ ทรงเรียกมันว่าทฤษฎีใหม่ แล้วก็คุยกันประชุมกันในเครือข่ายชาวบ้านชาวบ้านเห็นป่ะมันต้องใช้ภาษาชาวบ้าน เอ้าขุดหนองไง ไอ้ก็ทำโคกไง โกโก้ก็ปลูกป่าไง ตรงไหนก็มีคลองไส้ไก่ไง ตรงไหนมันระดับมันก็กั้นฝายไง ปั้นคันนาให้มันใหญ่เหมือนคนโบราณ บนหัวคันนาคนโบราณปลูกพริก ปลูกผัก ปลูกกล้วย ปลูกไอ้โน่นไอ้นี่ไว้กินแล้วบนคันนามันสูงใหญ่น้ำหลากมามันก็ไม่ท่วม ไอ้ต้นไม้ปลูกบนคันนามันก็ไม่ตาย แล้วก็เรียกว่าคันนาทองคำ เพราะบนคันนามันมีผลผลิตมั่งคั่งยิ่งกว่าทองคำ

โคกหนองนาโมเดล

โคกหนองนาโมเดล

ในนาก็มีปลาด้วยเพราะถ้าคันนามันใหญ่เก็บน้ำได้เยอะน้ำสูงลึกปลาก็ไม่อยู่ก็มาวางไข่ปลา ก็ไม่ต้องไปเลี้ยงปลา มันมาอยู่เองเพราะน้ำมันลึกมันมีความปลอดภัยมันก็มาอยู่ ข้าวก็ได้ดี ทำไมข้าวถึงได้ดี ก็เพราะมีขี้ปลาไง ขี้กุ้ง ก็ไม่ต้องซื้อปุ๋ย พอมีปลามีกุ้งหญ้าก็ไม่ขึ้นน้ำขังมากหญ้าก็ไม่ขึ้นมันก็ประหยัดทั้งยาฆ่าหญ้า ปุ๋ยไม่ต้องใส่แมลงไม่ต้องฉีด มีกุ้งหอยปูปลาอยู่ไม่ป่วย แมลงมาปลากระโดดจับกินเป็นธรรมชาติอย่างนี้เป็นพันๆปีแล้ว ก็เลยกลายเป็นภาษาง่ายๆเรียกว่า โคกหนองนาโมเดล ก็ประยุกต์ จากทฤษฎีใหม่ที่พระองค์ท่านคำนวณ

นี่คือศาสตร์ของพระราชาองค์รัชกาลที่ 9 นี่แหละซึ่งถ้าจะสรุปง่ายๆท่านก็บอกว่าก็พัฒนามาจากบรรพบุรุษนั่นแหละ เราอยู่กันที่นี่กันมาห้าพันกว่าปีบรรพบุรุษท่านพัฒนากันมาทีละนิดทีละนิดทำแบบอรุ่มอร่วยกันมาไม่ได้ติดตำราว่าต้องไปลอกประเทศโน้นประเทศนี้มา ก็พัฒนาจากฐานจากดินจากอารยธรรมของเราเองขึ้นมาเรื่อยๆ 5,000ปี ท่านบอกตำราแบบนี้ไม่จบ

จากทฤษฎีนี้แปลไปสู่การปฏิบัติเป็น 3 ระดับเนาะ ปรัชญา แปลงมาเป็นทฤษฎีบันได 9 ขั้นจากทฤษฎีแปลงไปสู่การปฏิบัติ

ทฤษฎีบันได 9 ขั้นสู่ความยั่งยืนตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง เริ่มต้นจากขั้นพื้นฐาน 4 ขั้นแรกนั่นคือพอกิน พอใช้ พออยู่ พอเริ่มเย็น ซึ่งสร้างได้ด้วยการปลูกป่า 3 อย่างประโยชน์ 4 อย่าง

บันไดขั้นที่ 1 พอกิน เงินทองเป็นของมายาข้าวปลาสิของจริง ต้องเริ่มจากการอยู่ให้ได้โดยให้ความสำคัญกับข้าวปลาอาหารซึ่งสร้างจากพื้นที่ของตัวเองพอมีพอกินด้วยการปลูกพืชผักผลไม้ให้พอกินก่อน

ส่วนบันไดขั้นที่ 2 3 และ 4 พอใช้ พออยู่ พอร่มเย็น ปลูกไม้ให้พอใช้ทั้งทำเครื่องนุ่งห่ม มีสมุนไพรเพื่อรักษาโรค ปลูกไม้ให้พออยู่คือมีไม้สำหรับสร้างที่อยู่อาศัยให้ร่มเงา ประโยชน์ของป่าเหล่านี้ทำให้เกิดบันไดขั้นที่ 4 พอร่มเย็น แนวทางนี้สามารถแก้ไขปัญหาความยากจนของเกษตรกรไทยและปัญหาหนี้สินที่พอกพูนจากการทำเกษตรเชิงเดี่ยว ปัญหาความเสื่อมโทรมของทรัพยากร ปัญหาความขาดแคลนน้ำภัยแล้งได้ด้วย

บันไดขั้นที่ 5 และ 6 บุญและทานยิ่งทำยิ่งได้ยิ่งให้ยิ่งมี เมื่อทำในขั้นที่ 1-4 ได้ คนเรามีพอแล้วที่เหลือก็นำมาแบ่งปันเป็นการฝึกจิตใจให้ละซึ่งความโลภ เชื่อมันในทานคือการให้ดังที่พระเจ้าอยู่หัวสอนไว้ว่า Our loss is Our gain การขาดทุนนั่นคือกำไร

บันไดขั้นที่ 7 เก็บรักษา เมื่อเรามีพอและได้แบ่งปันแล้วขั้นต่อไปคือการรู้จักเก็บรักษาใช้ภูมิปัญญาในการแปรรูปอาหารที่ยังมีอยู่เพื่อให้มีอาหารกินทั้งปีหรือว่าข้ามปีและยังเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้สิ่งที่เราปลูกเอง บันไดขั้นที่ 7 นี้ยังเป็นสิ่งที่เกษตรกรจะต้องทำให้ได้ก่อนจะไปสู่ขั้นที่ 8 ต่อไป

บันไดขั้นที่ 8 ขาย เนื่องจากเศรษฐกิจพอเพียงไม่ใช่เศรษฐกิจการค้าแต่ไม่ใช่เศรษฐกิจหลังเขาการค้าขายสามารถทำได้แต่ทำภายใต้การรู้จักพอประมาณและทำไปตามลำดับโดยของที่ขายคือของที่เหลือจากทุกชั้นแล้วจึงนำมาขาย ขายด้วยความรู้สึกของการให้เพื่ออุ้มชู เผื่อแผ่ แบ่งปัน ไปด้วยกัน

สุดท้ายบันได 9 กองกำลังเกษตรโยธินหรือการสร้างเครือข่ายเชื่อมโยงทั้งประเทศเพื่อขยายผลความสำเร็จตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงสู่การปฏิวัติแนวคิดและวิธีการดำเนินชีวิตของคนในสังคมในชุมชน

เราเป็นประเทศยากจนมาก่อนพัฒนามาเป็นประเทษปานกลางแล้วก็อยากไปเป็นประเทศร่ำรวยเหมือนคนอื่นเขา ท่านก็บอกไม่เอาแบบนั้นเพราะว่าถ้าติดตำราเดี๋ยวพอถึงหน้าสุดท้ายในไปต่อไม่ได้ก็ต้องก็ต้องเปิดหน้าหนึ่งใหม่เพราะว่าถึงหน้าสุดท้ายแล้วก็ติดเพดานบินแล้วยังไงต่อสุดท้ายก็ตกหัวปักลงมาก็ชัดเจนปี 40 เศรษฐกิจ แล้วมันหัวปักลง ท่านบอกเราไม่อยากก้าวหน้าอย่างมากแบบแบบประเทศเหล่านั้นแบบประเทศก้าวหน้าอย่างมากแต่เราก็เป็นประเทศก้าวหน้าเหมือนกันแต่เราไม่ใช่เจ้าหน้าอย่างมากเราไม่อยากเป็นอย่างนั้นแล้วก็เป็นประเทศที่มั่งคั่งร่ำรวยเหมือนกันแต่มีน้ำ มีดิน มีอากาศ มีน้ำใจที่ยิ่งกว่านั้นคือสังคมเราเป็นคนมีน้ำใจที่มั่งคั่งที่สุดในโลกเราเป็นเมืองยิ้มทั่วโลกเขารู้จักเราตอนนี้ก็พัฒนากันมาอย่างนี้อย่างอรุ่มอร่วยเป็นพันปีนี้เลยว่าตำราแบบนี้ไม่จบแล้วก็จะพัฒนาไปเรื่อยๆแล้วก็จะค่อยๆก้าวหน้าไป ก้าวหน้าไปยังไง ท่านก็รับสั่งว่า ต้องมีพอกิน พออยู่ พอใช้ มีสภาพแวดล้อมที่ดี ต้องอย่าทำลายป่า ปลูกป่า ต้องจัดการน้ำ จัดการดิน ฝนตกลงมาให้เก็บน้ำเอาไว้ อย่าปล่อยให้น้ำไปชะ พังทะลายหน้าดินลงมา บรรพบุรุษรู้ ว่าพื้นที่ไหนควรทำอะไร พื้นที่ไหน ไม่ควรทำอะไร เวลาไหนควรทำอะไร เวลาไหนไม่ควรทำอะไร เขารู้กันมาดีอยู่แล้ว อันนี้ เรียกว่า พอเพียง

Join the Conversation

2 Comments

Leave a comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *