อาหารโคเนื้อ

อาหารโคเนื้อ หรือโคขุนในปัจจุบันมีหลากหลาย ทั้งอาหารสำเร็จรูป หัวอาหาร ที่มีบริษัทผลิตอาหารสัตว์มาขายหลายยี่ห้อ อาหารหยาบเช่น หญ้าสด หญ้าแห้ง หรือผลผลิตทางการเกษตรอื่นๆ ที่สามารถนำมาใช้ในการขุนโคได้ ก่อนอื่นมาทำความรู้จักกับอาหารโคขุนประเภทต่างๆ กัน

อาหารโคเนื้อ ประเภทต่างๆ

อาหารข้น

หมายถึง อาหารที่มีความเข้มข้นทางโภชนะอยู่สูง โดยเฉพาะโปรตีน มีเปอร์เซนต์เยื่อใยต่ำ เมื่อสัตว์กินเข้าไปสามารถย่อยได้ง่าย จำแนกเป็น

  • อาหารชนิดเดียว เช่น รำ ปลายข้าว ข้าวโพดบด กากถั่วเหลือง กากถั่วลิสง กากปาล์ม ฯลฯ
  • อาหารข้นสำเร็จรูป ใช้เลี้ยงเสริมกับอาหารหยาบ สามารถนำมาใช้เลี้ยงโคได้เลยโดยผู้เลี้ยงไม่ต้องนำวัตถุดิบอย่างอื่นมาผสมอีก อาจอยู่ในรูปอาหารผงหรืออัดเม็ดก็ได้ ส่วนใหญ่ประกอบด้วยรำ ปลายข้าว หรือข้าวโพดบด กากถั่วเหลือง กากถั่วลิสงหรือกากปาล์ม ปลาป่น ใบกระถินป่น ไวตามิน และแร่ธาตุ
back to menu ↑

หัวอาหาร

เป็นอาหารที่ประกอบด้วยอาหารโปรตีนสูงผสมกัน เช่น กากถั่วเหลือง กากถั่วลิสง ปลาป่น ใบกระถินป่น ไวตามิน และเกลือแร่ เมื่อจะใช้ผู้เลี้ยงจะต้องนำวัตถุดิบอย่างอื่นซึ่งส่วนใหญ่เป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่ให้พลังงานสูงที่สามารถหาง่ายในท้องถิ่นมาผสมตามสัดส่วนที่ผู้ผลติหัวอาหารกำหนดไว้จึงจะได้คุณค่าทางอาหารตามที่ต้องการ วัตถุดิบที่ต้องนำมาผสม เช่น รำ ปลายข้าว ข้าวโพดบด ฯลฯ

back to menu ↑

อาหารสำเร็จรูป “ที เอ็ม อาร์ (TMR หรือ total mixed ration)”

เป็นอาหารผสมระหว่างอาหารหยาบและอาหารข้น สามารถนำไปใช้เลี้ยงโคได้เลยโดยไม่ต้องให้อาหารหยาบอีก เช่น หญ้าสด เหมาะสำหรับฟาร์มที่หาอาหารหยาบได้ยาก

อาหารหยาบ คือ อาหารที่มีเยื่อใยอาหารในปริมาณที่สูง ได้แก่ หญ้าสด  หญ้าแห้ง หญ้าหมัก และเศาวัสดุทางการเกษตรต่างๆ แต่อาหารหยาบมักมีข้อด้วยในด้านคุณภาพที่ไม่สม่ำเสมอ เนื่องจากปัจจัยต่างๆ ดังเช่น ฤดูกาล อายุของพืช  พื้นที่การปลูก เป็นต้น

การเจริญเติบโตของโค

  • โคจะเจริญเติบโตวันละ 0.6 – 1.2 กก.ต่อวัน ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่างได้แก่ พันธุ์ เพศ คุณภาพ อาหาร และการเอาใจใส่เลี้ยงดู
  • การเสียดายอาหารข้นโดยให้น้อยกว่าที่กำหนดจะทำให้โคเติบโตช้า ต้องใช้ระยะเวลานานจึงจะถึงกำหนดส่งตลาดซึ่งมีผลให้ขาดทุนหรือกำไรน้อยลง
  • ระยะแรกของการขุนโคจะเจริญเติบโตดีกว่าระยะปลาย
  • สามารถประมาณการเจริญเติบโตของโคได้โดยการวัดรอบอกโคเดือนละครั้ง โดยใช้สายวัดตัดเสื้อ 2 เส้นต่อกัน วัดรอบอกโดยบริเวณซอกขาหน้า ให้สายวัดตึงพอที่จะทำให้ขนราบติดผิวหนังในระยะเพิ่งขุนใหม่ๆ (โคยังผอมอยู่) รอบออกเพิ่มขึ้น 1 เซนติเมตร เท่ากับน้ำหนักเพิ่มขึ้นประมาณ 5 กิโลกรัม แต่เมื่อโคอ้วนมากแล้ว 1 เซนติเมตร มีค่าเท่ากับประมาณ 8 กิโลกรัม โดยโคขุนที่พร้อมส่งตลาดจะต้องมีความยาวรอบอกประมาณ 175 ซ.ม. หรือมีน้ำหนักประมาณ 400 กก. ส่วนโคเริ่มขุนควรมีความยาวรอบอกไม่ต่ำกว่า 140

ซ.ม. หรือมีน้ำหนักตัวประมาณ 200 กก.

  • การเปลี่ยนแปลงอาหารในโคเนื้อ ควรใช้เวลาในการเปลี่ยนอย่างน้อย 2 สัปดาห์ ทั้งนี้เพื่อให้จุลินทรีย์ในกระเพาะโคปรับตัวกับอาหารหากเปลี่ยนอาหารกระทันหันจะทำให้จุลินทรีย์ชะงักการเจริญเติบโตและส่งผลทำให้โคป่วยได้
  • โคขุนที่มีน้ำหนักตัวเกิน 300 กก.ขึ้นไป ควรขุนโดยให้อาหารข้นอย่างเต็มที่และลดปริมาณอาหารหยาบลง
  • การกินอาหารได้ของโคขึ้นอยู่กับน้ำหนักตัวของโคซึ่งเราสามารถคำนวณปริมาณอาหารที่โคกิน(คิดจากน้ำหนักแห้ง) ได้จาก สมการดังนี้

อาหารที่กิน (กก.)  = 4.54 + 0.125 x นน.ตัวโค (กก.)

การสิ้นสุดการขุน

ควรขุนแค่ระยะที่โคสร้างกล้ามเนื้อเต็มที่แล้ว ซึ่งเป็นระยะที่โคกำลังจะสร้างไขมัน ไม่ต้องการให้โคอ้วนเกินไปเพราะถ้าขุนเกินระยะแล้วอัตราการเจริญเติบโตลดลง แต่จะกินอาหารมากทำให้ต้นทุนการขุนสูงขึ้น จากรายงานการวิจัยน้ำหนักสิ้นสุดการขุนโดยประมาณตามพันธุ์ดังนี้

  • ลูกผสมพื้นเมือง 50 % ชาร์โรเล่ห์ 25 % และบราห์มัน 25 % หรือลูกผสมพื้นเมือง 50 % และชาร์โรเล่ห์ 50 % สิ้นสุดทีประมาณ 300 -350 กิโลกรัม
  • ลูกผสมพื้นเมอง 25 % บราห์มัน 25 % ชาร์โรเล่ห์ 50 % สิ้นสุดการขุนที่ประมาร 350 -400 กิโลกรัม
  • โคพันธุ์ตาก 1,2 และ 3 สิ้นสุดการขุนที่ประมาณ 450 กิโลกรัม

 

ผู้เลี้ยงสามารถประเมินการสร้างกล้ามเนื้อจากโคที่มีชีวิตได้เองจากจุดดังนี้

  1. มองจากด้านท้าย แนวสันด้านบนมีโค้งมนบริเวณด้านฐานโคนหางจะนูนเต็ม อัณฑะจะนูนเล็กน้อย แสดงว่ามีกล้ามเนื้ออยู่มากที่สุดแล้ว ไม่ควรมองเห็นท้อง
  2. ด้านหน้า ดูจากเสือร้องไห้ เสื้อร้องไห้จุดที่กระดูกอยู่ต่ำสุดเป็นจุดที่กระดูกซี่โครงทั้งสองข้างมาเชื่อมกัน ที่จุดนี้จะมีกล้ามเนื้อเล็กน้อย ส่วนใหญ่เป็นไขมัน โคที่โตพอดีเสือร้องไห้จะเต็มพอดี และอยู่สูงเหนือเข่า กระดูกขาหน้า ควรเป็นรูปกระบอกมีกล้ามเนื้อนูน
  3. ด้านข้าง ดูจากพื้นท้อง พื้นท้องเป็นบริเวณที่มีกล้ามเนื้อ สันแนวพื้นทองจากด้านหน้า ควรเลาะเรียบตามแนวกระดูกซี่โครงไปจนถึงพื้นท้องทางด้านท้ายที่เป็นรอยต่อระหว่างกระดูกซี่โครงกับสะโพก หากแนวพื้นท้องลึกต่ำแสดงว่ามีไขมันมาก