การเลี้ยงปลาดุก

การเลี้ยงปลาดุก
การเลี้ยงปลาดุก

อาหารปลาดุกซีพี มีทั้งปลาดุกเล็ก กลาง ใหญ่ ราคาประหยัด จัดส่งฟรีทั่วประเทศ

การเลี้ยงปลาดุก ในบ่อคอนกรีต ระบบน้ำหมุนเวียน การเลี้ยงในระบบนี้ได้ผลดีมากกับปลาดุกด้านและบิ๊กอุย ส่วนปลาดุกอุยนั้นได้ผลปานกลาง สำหรับปลาดุกยักษ์ คาดว่าน่าจะได้ผลดีเช่นเดียวกัน การเลี้ยงใช้หลักการเดียวกันกับการเลี้ยงในบ่อดิน

การเตรียมบ่อสำหรับ การเลี้ยงปลาดุก

สำหรับบ่อใหม่ เมื่อสร้างเสร็จแล้ว จำเป็นต้องสูบน้ำเข้าบ่อให้เต็ม แล้วแช่ทิ้งไว้อย่างน้อย 1 เดือน เพื่อให้หมดฤทธิ์ปูน จึงปล่อยน้ำทิ้ง ทำการล้างบ่ออีกครั้ง จากนั้นก็ปล่อยน้ำเข้าบ่อโดยให้ระดับน้ำในบ่อมีความสูง 30 ซ.ม. ทิ้งไว้ 1 วัน จึงปล่อยปลา

การปล่อยปลาดุกลงเลี้ยง

ควรจะทำการคัดขนาดเสียก่อน เพื่อให้ได้ปลาที่แข็งแรงมีขนาดไล่เลี่ยกัน และไม่ควรมีขนาดเล็กกว่า 5 ซ.ม. หรือ 2 นิ้ว การปล่อยปลา สามารถใช้วิธีการเดียวกันกับการปล่อยปลาลงบ่อดิน อัตราการปล่อยในบ่อคอนกรีตกลมที่เหมาะสมอยู่ที่ 350 – 500  ตัวต่อน้ำ 1 ลูกบาศก์เมตร หรือ

ปลาดุกอุย                              7,000     ตัว/บ่อ

ปลาดุกด้าน                           10,000   ตัว/บ่อ

ปลาดุกบิ๊กอุย                        8,000     ตัว/บ่อ

(ปลาดุกยักษ์                         8,000     ตัว/บ่อ)

สำหรับบ่อขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 5 เมตร หรือ ขนาด 20 ลูกบาศก์เมตร

การเลี้ยงปลาดุกระบบหมุนเวียน

การจัดการ

การเลี้ยงปลาดุกระบบน้ำหมุนเวียนนี้จำเป็นที่จะต้องใช้น้ำมาก บ่อขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 5 เมตร จะต้องใช้น้ำ 1 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง ดังนั้นวันหนึ่งๆ จึงต้องใช้น้ำอย่างน้อย 24 ลูกบาศก์เมตร ต่อ 1 บ่อ บ่อเลี้ยงจึงต้องอยู่ใกล้กับแหล่งน้ำธรรมชาติ หรือในกรณีที่จะใช้น้ำบาดาลก็ต้องมีที่พักน้ำขนาดใหญ่ เพื่อใช้เป็นที่พักน้ำบาดาลประมาณ 10 ชั่วโมง ก่อนนำไปใช้

  • ในการปล่อยลูกพันธุ์ปลาลงบ่อคอนกรีต บ่อควรมีระดับน้ำประมาณ 30 -40 ซ.ม.จากนั้นเพิ่มอีกประมาณ 10 ซ.ม. ทุกๆช่วง 3 -5 วัน จนกระทั่งได้ระดับน้ำสูงสุด โดยให้ต่ำกว่าปากบ่อประมาณ 50 ซ.ม.
  • ในระยะ 2 สัปดาห์แรกยังไม่มีการปล่อยน้ำหมุนเวียน มีวิธีดูแลดังนี้
  1. บ่อบิ๊กอุย ให้กวาดก้นบ่อ และเปิดน้ำทิ้งเพื่อไล่เศษอาหาร 3 วันครั้ง พร้อมทั้งเติมน้ำเพิ่มขึ้นครั้งละประมาณ 10 ซ.ม.
  2. บ่อปลาดุกด้าน และปลาดุกอุย ไม่ควรลงไปรบกวนปลาในบ่อ เพราะปลา 2 ชนิดนี้ตื่นตกใจง่าย ให้เปิดน้ำออกเพื่อไล่ขี้ตะกอน และเติมน้ำเป็นระยะก็เพียงพอแล้ว ในบ่อเลี้ยงระยะนี้ควรใส่แอร์ปั๊มด้วย
  • เมื่อย่างเข้าสัปดาห์ที่ 3 จึงค่อยๆ เปิดน้ำไหลหมุนเวียน โดยในระยะแรกปรับน้ำให้ไหลเพียงเล็กน้อย แล้วค่อยๆ เพิ่มอัตราการไหลขึ้นเรื่อยๆ จนไหลหมุนเวียนเต็มที่เมื่ออายุ 1 เดือน
  • การถ่ายเทน้ำในบ่อให้รีบกระทำทันทีที่พบว่าน้ำเริ่มเสีย โดยพิจารณาจากสีของน้ำในบ่อที่มีสีเขียวเข้มขุ่น หรือปลาลอยหัวเป็นกลุ่ม ให้ทำการปล่อยน้ำไหลออกทีละน้อย พร้อมกับทำน้ำพุ ปล่อยน้ำเข้าทดแทน เพื่อลดความกระทบกระเทือนที่จะเกิดกับปลาดุกในบ่อ

การจับจำหน่าย

  • การเลี้ยงปลาดุกในบ่อคอนกรีตกลมนั้นจะเลี้ยงไว้นาน 3 -4 เดือน ก็สามารถจับได้ที่ 5 -8 ตัวต่อกิโลกรัม ผลผลิตที่ได้ขึ้นอยู่กับอัตรารอดของปลาโดยเฉลี่ยประมาณ 1,000 กิโลกรัมต่อบ่อ
  • ควรงดให้อาหารปลาอย่างน้อย 12 ชั่วโมง และงดให้ยาปฏิชีวนะแก่ปลาอย่างน้อย 5 -7 วันก่อนจับจำหน่าย
  • การจับปลาดุกในบ่อคอนกรีตทำได้ง่าย เพียงแค่เปิดท่อควบคุมระดับน้ำ ใช้เวลาระบายน้ำประมาณ 1 ชม. 30 นาที เมื่อน้ำแห้งก็ใช้สวิงจับทำการคัดแยกขนาดชั่งน้ำหนักและบรรจุลังได้ทันที

โรคของปลาดุกและการระวังรักษา

โรคปลาดุกที่ผู้เพาะเลี้ยงประสบปัญหา ซึ่งเป็นเหตุให้ขาดทุนและต้องล้มเลิกกิจการไปมากรายแล้ว ได้แก่

โรคโคนครีบหูบวม

หรือผู้เลี้ยงเรียกกันติดปากว่า “โรคกกหูบวม” มักจะพบในลูกปลาที่เลี้ยงได้ 2 -3 วันแรก และอาจเกิดขึ้นกับปลาดุกระยะใดก็ได้

back to menu ↑

โรคท้องบวม

แผลพุพองข้างลำตัว เนื้องอกทั้งนี้เนื่องจากพิษของแบคทีเรีย เมื่อแบคทีเรียเข้าสู่ตัวปลาแล้ว จะไปทำลายระบบขับถ่าย ทำให้ปลาไม่สามารถระบายน้ำออกจากร่างกายได้ตามธรรมชาติ ดังนั้นเวลากล้ามเนื้อปลามีน้ำมากจนเกินขนาด น้ำจะดันออกทางผิวหนังทำให้เกิดท้องบวม เนื้อหนังแตกเป็นแผลตามตัวปลา

back to menu ↑

โรคครีบและหางเปื่อย– ฉีกขาด

ปากเปื่อยและหนวดกุด เนื่องมาจากพวกตัวเบียน ซึ่งได้แก่ เห็บระฆัง (Trichodina) และปลิงใส (Gyrodactyrus) ตัวเบียนดังกล่าวจะเกาะดูดเลือดปลาตรงบริเวณเหงือก หนวด ครีบและหาง ซึ่งทำให้เส้นโลหิตฝอยตามอวัยวะต่างๆแตกได้

back to menu ↑

โรคตัวแข็งหรือช็อค

มักเกิดกับปลาดุกทุกวัย แต่จะพบมากในปลาดุกขนาดใหญ่โรคนี้อาจเกิดขึ้นโดยมีสาเหตุสืบเนื่องมาจาก พยาธิตัวกลมในลำไส้ และการขาดอาหารประเภทวิตามินบี และธาตุแคลเซี่ยม

back to menu ↑

โรคหัวกระโหลกร้าว

ทำให้เนื้อแตกบริเวณใกล้ๆ ข้อต่อหรือรอยแยกบนหัวปลาดุกเนื่องมาจากผู้เลี้ยงเร่งอาหารประเภทโปรตีนมากเกินไปทำให้ปลาอ้วนมีเนื้อและไขมันมากผิดปกติ ทำให้ขาดการสมดุลย์ระหว่างการเจริญเติบโตของเนื้อและกระดูก ซึ่งนับได้ว่าอาการเช่นนี้เกิดจากปลาดุกขาดอาหารธาตุประเภทแคลเซี่ยมและการขาดวิตามินซี

สาเหตุที่ทำให้ปลาดุกเป็นโรคนั้น เนื่องมาจากปลาอ่อนแอ ทำให้เชื้อแบคทีเรียเข้าสู่ตัวปลาแสดงพิษออกมาได้ง่ายขึ้น ซึ่งสาเหตุดังกล่าวนั้นมักจะเกิดขึ้นเพราะ

  1. น้ำเสีย หรือก้นบ่อมีเศษอาหารเน่าเสียหมักหมมอยู่มาก
  2. การปล่อยปลามีจำนวนมากเกินไปในบ่อเดียวกัน
  3. ตัวเบียน เช่น พวกสัตว์เซลล์เดียวและหนอนตัวกลม
  4. ปลาขาดอาหารธาตุ และมีอาหารไม่เพียงพอในการเลี้ยง
  5. น้ำเป็นกรด

ลักษณะของปลาดุกที่ป่วย

อาการของปลาดุกที่ป่วยเนื่องจากโรค โคนครีบหูบวม ท้องบวม แผลพุพอง ข้างตัวครีบและหางฉีกขาด ฯลฯ ดังกล่าวข้างต้นนั้น จะสังเกตได้จากลักษณะอาการที่ปลาว่ายน้ำ

วิธีป้องกันรักษาไม่ให้ปลาดุกเป็นโรค

ที่สำคัญที่สุดก็คือต้องพยายามทำให้ปลาอยู่ในสภาพที่แข็งแรงอยู่เสมอ โดยวิธีปฏิบัติดังนี้

  1. พยายามถ่ายน้ำบ่อยๆ เพื่อป้องกันน้ำเสียและเป็นการรักษาสภาพความเป็นกรดด่างของน้ำ ซึ่งตามปกติแล้วน้ำในบ่อเลี้ยงปลาดุกมักจะมีสภาพความเป็นกรดอย่างอ่อนๆ และสภาพความเป็นกรดจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเลี้ยงปลาดุกนานวันขึ้น โดยเฉพาะจะมีปริมาณฟอสฟอรัสและไนโตรเจนสูงมาก
  2. อัตราการปล่อยปลาในบ่อ ไม่ควรให้แน่นเกินไป คือประมาณ 60 -70 ตัว/ตารางเมตร ซึ่งนอกจากจะเป็นวิธีป้องกันรักษาโรคของปลาดุกแล้ว ยังลดค่าใช้จ่ายในส่วนของ
  • ค่าพันธุ์ปลาที่ปล่อยลงเลี้ยง
  • ค่าอาหารและแร่ธาตุต่างๆ เพราะการเลี้ยงปลาดุกจะให้อาหารตามจำนวนพันธุ์ปลา
  • ค่ายารักษาโรค
  • ค่าแรงงานและน้ำมันเชื้อเพลิงที่ใช้สูบน้ำ
  1. กำจัดโรคพยาธิที่เกาะตามตัวปลา โดยใช้ฟอร์มาลีนและดิพเทอร์เร็กซ์ ใส่ลงในน้ำ
  2. พยายามขุนอาหารให้เพียงพอกับความต้องการของปลา
  3. ควรบดอาหารให้ละเอียดและเหนียว จะทำให้อาหารที่เหลือ ลอยขึ้นสู่ผิวน้ำไม่จมลงไปเน่าอยู่ก้นบ่อ เป็นการลดความสูญเสียของอาหารให้น้อยลงอีกด้วย

การใช้น้ำยาและสารปฏิชีวนะกำจัดโรค

น้ำยาและสารปฏิชีวนะที่นิยมใช้กำจัดโรคปลาดุก มีมากมายหลายชนิด ขึ้นอยู่กับความต้องการและความเชื่อถือของผู้เลี้ยงแต่น้ำยาและสารปฏิชีวนะที่ใช้กำจัดโรคปลาดุกที่นับว่าได้ผลดีได้แก่

  1. ฟอร์มาลิน (Formalin) และดิพเทอร์เร็กซ์ (Dipterex) เมื่อปลาดุกเกิดโรคเนื่องจากตัวเบียน ควรใช้ฟอร์มาลิน 25 ซี.ซี. และดิพเทอร์เร็กซ์ 0.25 ผสมลงในน้ำ 1 ลูกบาศก์เมตรใส่ลงในบ่อทันทีหรืออาจใช้ฟอร์มาลิน 50 ซี.ซี ต่อน้ำ 1 ลูกบาศก์เมตร เพียงอย่างเดียวก็ได้ การใช้ฟอร์มาลินและดิพเทอร์เร็กซ์นั้น ควรปฏิบัติดังต่อไปนี้
  • ใช้สวิงตาถี่ช้อนลูกปลาที่แช่น้ำยาแล้วลงเลี้ยงในบ่อ ส่วนน้ำยาที่ใช้แล้วไม่ควรเทลงไปในบ่อ
  • หลังจากปล่อยลูกปลาลงเลี้ยงในบ่อประมาณ 3 -5 วัน ควรใช้น้ำยาดังกล่าวผสมกับน้ำสะอาดสาดลงให้ทั่วบ่ออีกครั้งหนึ่ง โดยการคำนวณปริมาณน้ำยาที่ใช้กับปริมาณน้ำในบ่อให้ได้อัตราส่วนเดียวกันกับอัตราส่วนที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น
  • ควรใช้น้ำยาฯ ผสมกับน้ำสะอาดสาดให้ทั่วบ่ออีกทุกๆ 15 -18 วัน แต่ก่อนใช้น้ำยาต้องให้ปลาอดอาหารอย่างน้อย 12 ช.ม. และควรใส่น้ำยาฯ ลงในบ่อเฉพาะในเวลากลางวันเท่านั้นในกรณีที่เกรงว่าจะสิ้นเปลืองน้ำยาฯมาก ควรลดน้ำในบ่อให้เหลือประมาณ 30 -50 ซ.ม.แล้วจึงคำนวณปริมาณการใช้น้ำยาฯ เมื่อใส่น้ำยาแล้วประมาณ 12 ชม. จึงสูบน้ำเข้าบ่อให้ได้ระดับที่ต้องการและให้อาหารปลาต่อไป
  1. เทอร์รามัยซิน (Terramycin) คอลโรมัยซีติน (Choloromycetin) เตตราซัยคลิน (Tetracyclin) ใช้กับปลาดุกที่เกิดโรค อันมีสาเหตุสืบเนื่องมาจากแบคทีเรีย ควรใช้สารปฏิชีวนะอย่างหนึ่งอย่างใดที่ได้กล่าวแล้ว ในอัตรา 1.8 -2 กรัม ผสมกับอาหาร 1 กิโลกรัมให้ปลากินติดต่อกันเป็นเวเลา 7 -10 วัน
  2. พยาธิที่เกิดในระบบทางเดินอาหาร ควรใช้ยา ได – เอ็น – บิวทีล ทินอ็อกไซด์ (Di-N-butyl tinoxide) 1 เปอร์เซ็นต์ (ยา 1 ส่วน ต่ออาหารปลา 99 ส่วน ) ผสมกับอาหารให้ปลากินติดต่อกันเป็นเวลา 3 วัน
  3. ในกรณีที่ปลาเป็นโรคตัวแข็งและกระโหลกร้าว ควรใช้อาหารธาตุพวกแคลเซี่ยมผสมลงในอาหารปลาที่เคยให้ตามปกติ ในอัตราส่วน แคลเซี่ยมหนัก 20 -22 กรัม ต่ออาหารปลา 100 กิโลกรัม และควรให้ติดต่อกันเป็นเวลา 7 -10 วัน ร่วมกับการเสริมวิตามินซี