การเลี้ยงนกกระทา

การเลี้ยงนกกระทา
การเลี้ยงนกกระทา

ดักนกกระทา ซิงนกกระทา 1 มัด จำนวน 5 อัน ใช้โค๊ด NEWYOCA ลดเพิ่ม 80 ฿ ( ขั้นต่ำ 200฿ )

การเลี้ยงนกกระทา เป็นอีกหนึ่งอาชีพที่สามารถสร้างรายได้ให้กับเกษตรกร หรือผู้ที่สนใจ เพราะเนื่องจากเป็นที่ต้องการของตลาด เลี้ยงง่าย ไข่นกกระทา สามารถนำไปทำอาหารหรือขนมได้หลากหลายเมนู อีกทั้งเนื้อก็ยังสามารถนำมาทำอาหารได้ มูลก็สามารถขายเป็นปุ๋ย เรียกได้ว่า สามารถสร้างรายได้แทบจะทุกอย่างก็ว่าได้ ช่องทางการจัดจำหน่ายยังสามารถส่งออกไปยังต่างประเทศอีกด้วย เห็นไหมครับว่า อาชีพการเลี้ยงนกกระทา น่าสนในมากสำหรับเลี้ยงเป็นอาชีพหลักหรือใครที่มีงานประจำก็สามารถเลี้ยงเป็นอาชีพเสริมได้ วันนี้เราจึงมีความรู้เกี่ยวกับการเลี้ยง โรงเรือน อาหาร การจัดการต่างๆ มาฝากกัน เผื่อเป็นแนวทางที่สามารถนำไปปรับใช้ในการเลี้ยงได้

การเลี้ยงนกกระทา

พันธุ์นกกระทา

พันธุ์นกกระทาที่เลี้ยงเป็นการค้าในประเทศไทยมีเพียงพันธุ์เดียว คือ นกกระทาพันธุ์ญี่ปุ่น ซึ่งมี 3 สี ลายดำสลับขาวสีทองและสีขาว แต่ให้ไข่มีสีลายประคล้ายคลึงกัน นกกระทาพันธุ์นี้เลี้ยงง่าย โตเร็วให้ไข่เร็ว ไข่ดก ไข่ทน มีความต้านทานต่อโรคสูง

ในการเริ่มต้นเลี้ยง หาซื้อพ่อแม่พันธุ์จากผู้เลี้ยงนกกระทาในแหล่งต่างๆ ได้แก่ จังหวัดพิจิตร นครสวรรค์ อ่างทอง สิงห์บุรี สระบุรี และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กรุงเทพฯ หลังจากนั้นจึงเริ่มคัดลูกนกกระทาลักษณะดีที่เกิดในฟาร์มไว้ใช้เป็นพ่อแม่พันธุ์ในรุ่นต่อไปแต่เพื่อป้องกันการผสมเลือดชิด ซึ่งจะได้ลูกนกกระทาที่มีลักษณะเลวลง คือนกอ่อนแอเจ็บป่วยง่าย ให้ผลผลิตลดลง และขนาดผลผลิตไม่สม่ำเสมอ จึงมีการซื้อนกกระทาจากแหล่งอื่นเข้ามาผสมกับนกกระทาต่างเพศในฟาร์มของตน นกกระทาพ่อพันธุ์ อายุ 30 วัน ราคาตัวละ 5 – 8 บาท เฉลี่ยตัวละ 7 บาท นกกระทาแม่พันธุ์ อายุ 30 วัน ราคาตัวละ 7 – 9 บาท เฉลี่ยตัวละ 8 บาท

วงจรชีวิตของนกกระทา

การผสมพันธุ์ นกกระทาเริ่มผสมพันธุ์ตั้งแต่อายุ 45 – 120 วัน หรือเฉลี่ยประมาณ 60 วัน โดยการเอานกเพศผู้ใส่กรงรวมกับนกเพศเมีย สัดส่วนระหว่างนกเพศผู้ และเพศเมียเท่ากับ 1 :3 หากอัตราส่วนตัวเมียสูงจำนวนไข่มีเชื้อจะลดลง เริ่มเก็บไข่มีเชื่อหลังจากที่ใส่นกเพศผู้ในกรงนกไข่ 7 – 15 วัน

ไข่นกกระทามีเชื้อดีระหว่างช่วงอายุของพ่อแม่พันธุ์ 70 – 120 วัน อัตราการให้ไข่มีเชื้อเฉลี่ยตลอดอายุร้อยละ 73 ส่วนอายุการใช้งานพ่อแม่พันธุ์อยู่ระหว่าง 6 – 12 เดือน หลังจากวันที่เริ่มผสมพันธุ์เฉลี่ยอายุการใช้งาน 9 เดือน นกเพศเมียยังให้ไข่มีเชื้อต่อไปได้อีก 6 วัน หลังจากแยกตัวผู้แล้วแต่ไม่เกิน 11 วัน อาจมีการเลี้ยงนกเพศเมียเพื่อให้ไข่ต่อไปอีกระยะหนึ่ง หรือปลดทั้งเพศผู้และเพศเมียจำหน่ายเป็นนกเนื้อพร้อมๆกั

การฟักไข่ โดยใช้ตู้ฟักไข่ มีการคัดเลือกไข่แยกใส่ถาดเป็นชั้นๆ ก่อนนำเข้าตู้ฟัก โดยลักษณะไข่ที่ทำให้ลูกนกเพศเมียเป็นส่วนใหญ่ คือ ไข่ที่มีลักษณะแหลมๆ ยาวรี มีโอกาสเกิดเป็นเพศผู้ ส่วนใหญ่ไม่ได้คัดเลือกไข่ก่อนเข้าฟักเพราะเห็นว่าเสียเวลามาก สำหรับอัตราการฟักไข่ออกเป็นลูกนกอยู่ระหว่างร้อยละ 65 – 80 หรือเฉลี่ยร้อยละ 72

ในการฟักไข่ในระยะแรกต้องมีการกลับไข่ทุกวันวันละ 2-3ครั้งโดยใช้มือลูบเบาๆให้ไข่ขยับเขยื้อนจนถึงวันที่ 14 ของการฟักจึงหยุดกลับไข่ เพื่อให้ลูกนกเตรียมที่จะเกิด ต้องคอยดูด้วยว่าสภาพไข่แห้งเกินไปหรือไม่ หากแห้งมากให้ฉีดสเปร์ละอองน้ำเป็นฝอยบางๆลงไป ไม่ให้มากนักเพื่อป้องกันไม่ให้ผิวลูกนกติดเปลือกไข่ ดิ้นไม่หลุดจะอาจตายได้ ลูกนกจะฟักออกจากไข่ในวันที่ 16 -17 หลังจากที่ฟักตัวแล้วก็จะคงให้อยู่ในตู้ฟักต่อไปอีกประมาณ1 วัน จนลูกนกแข็งแรงดี จึงนำแยกเลี้ยงในกรงกกต่อไป

สำหรับสัดส่วนของลูกนก ที่เกิดส่วนใหญ่เป็นลูกนกเพศเมีย : เพศผู้ ในอัตราส่วนเท่าๆกัน หรือ 1:1 แต่ถ้ามีการคัดไข่ก่อนเข้าฟัก จะได้สัดส่วนนกเพศเมีย ต่อเพศผู้สูงขึ้นถึง 3 :2 การกกลูกนกหลังจากนำลูกนกออกจากตู้ฟักแล้ว จะนำไปเลี้ยงต่อในกรงกก ระยะเวลากกลูกอยู่ระหว่าง 10 -21 วันทั้งนี้ขึ้นอยู่กับอุณหภูมิของอากาศคือ ถ้าสภาพอากาศหนาวเย็น จะใช้ระยะเวลาการกกนานขึ้น

เครื่องกกลูกนก ใช้หลอดไฟธรรมดาขนาด 40 -60 วัตต์ แขวนสูงจากกรงราว 1 ฟุต (หลอดไฟ 1หลอด ต่อลูกนก 100 ตัว) จำนวนหลอดไฟหรือความต้องการความอบอุ่นของลูกนก ให้สังเกตจากความสบายของลูกนกเป็นสำคัญ โดยลูกนกจะแสดงอาการตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อม เช่น ถ้าลูกนกนอนสุมมากในบริเวณเดียวกัน แสดงว่าลูกนกหนาวมาก ควรเพิ่มหลอดไฟอีก หรือถ้าลูกนกกระจายตัวออกห่างจากหลอดไฟมากเกินไป แสดงว่าร้อนมาก ควรยกหลอดไฟให้สูงขึ้น หรือลดจำนวนหลอดไฟลงก็ได้ แต่ถ้าลูกนกนอนกระจายตัวสม่ำเสมอภายใต้หลอดไฟแสดงว่า ความอบอุ่นที่ให้แก่ลูกนกพอเหมาะพอดีแล้ว

การอนุบาลลูกนก หลังจากกกลูกนกแล้ว จะนำไปเลี้ยงต่อในกรงอนุบาล ( กรงนกรุ่น) จนถึงอายุ 30-35 วัน จึงย้าย เข้ากรงนกไข่ต่อไป การให้อาหารจะยังคงให้อาหารนกกระทาเล็ก ตามเดิม

การคัดเพศและจี้ปาก นกกระทาแรกเกิดยังไม่ปรากฏความแตกต่าง ทางเพศจากลักษณะภายนอกอย่างชัดเจน จนกระทั่งอายุ 3-4 สัปดาห์ จึงจะเห็นความแตกต่างระหว่างเพศได้อย่างชัดเจน ลักษณะนกเพศผู้ สังเกตได้ที่ขนหน้าอก มีสีพื้นน้ำตาลปนแดงหรือสีเหลืองแกมน้ำตาลปนขาว นกเพศผู้มีต่อมน้ำเชื้อถ้าใช้มือบีบที่ก้นจะมีฟองสีขาวออกมา แต่เพศเมียไม่มีนอกจากนี้ใช้การฟังเสียงขัน นกเพศผู้ขันเสียงดังส่วนเพศเมียไม่ขันเสียงดัง ลักษณะนกเพศเมีย มีสีขนหน้าอกต่างจากเพศผู้โดยเพศเมียมีจุดดำรอบหน้าอกหรือเรียกว่า สร้อยคอส่วนใหญ่คัดเลือกนกกระทาเมื่อนกอายุ 20-21 วัน และทำการจี้ปากในคราวเดียวกัน สำหรับการจี้ปากนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้นกจิก จนได้รับบาดเจ็บ หลังจากคัดแยกเพศแล้ว ถ้าเป็นนกเพศเมีย ที่ต้องการเลี้ยงไว้ในฟาร์มจะนำขึ้นกรงนกไข่ ส่วนที่เหลือเลี้ยงไว้ในกรงนกรุ่นเพื่อจำหน่าย สำหรับนกเพศผู้ จะเลี้ยงไว้อีกระยะหนึ่ง เพื่อจำหน่ายเป็นนกเนื้อต่อไป จำหน่ายนกเพศผู้เมื่อนกอายุระหว่าง 30 -50 วัน นอกจากนี้ อาจคัดเลือกนกที่มีลักษณะดี ไว้เพื่อใช้เป็นพ่อแม่พันธุ์ด้วยๆ

นกกระทาไข่ นกกระทาเริ่มให้ไข่เมื่ออายุได้  42 – 45 วัน อัตราการให้ไข่จะสูงขึ้นเรื่อยๆ จนสูงสุด ประมาณร้อยละ 90 เมื่อนกอายุประมาณ 150 วัน หลังจากนั้นอัตราการไข่จะค่อยๆ ลดลง ตามหลักการค้า ควรเริ่มทยอยปลดนกเมื่อนกอายุประมาณ 9 เดือน สำหรับ อัตราการให้ไข่ เฉลี่ยตลอดอายุไข่อยู่ระหว่าง ร้อยละ 70 -75 หรือเฉลี่ยร้อยละ 71 นกกระทาไข่มีอัตราการเลี้ยง รอดต่อฝูงนกใหญ่ประมาณร้อยละ 69

นกกระทาไข่ที่ปลดจากการที่ให้ไข่แล้ว จะจำหน่ายเป็นนกเนื้อต่อไปการเลี้ยงนกกระทาไข่ ในระยะให้ไข่เช่นเดียวกับการเลี้ยงไก่ผิดกันก็แต่ขนาดของร่างกาย กับโภชนะ ที่ใช้ในอาหาร ต่อระวังภัยจากศัตรูที่เข้ามากินนก การจับต้องตัวนก หนักมือเกินไป นกอาจตายได้ และการย้ายนกไปยังที่ใหม่ อาจทำให้นกหยุดให้ไข่ 2-3 สัปดาห์ นกที่กำลังให้ไข่ ควรอยู่ที่เงียบไม่มีสิ่งรบกวน ถ้าไม่มีทางหลีกเลี่ยง ควรย้ายนกในตอนเย็น และระมัดระวังอย่าให้นกได้รับความกระทบกระเทือน เพราะอาจเป็นเหตุให้นกลดไข่ลงทันที

การให้แสงสว่างเพิ่มขึ้น จากแสงกลางวันของธรรมชาติจะช่วยให้นกไข่ดีขึ้น เนื่องจากแสงสว่างช่วยกระตุ้นการทำงาน ของต่อมพิทูอิตารี่ที่ใต้สมอง ให้ผลิตฮอร์โมนไปเร่งการทำงานของรังไข่ ตามธรรมดาการเลี้ยงนกกระทาไข่ จะให้แสงไฟฟ้าช่วยตั้งแต่ ตอนค่ำไปจนถึงรุ่งเช้าจำนวนความเข้มของแสงเช่นเดียวกับไก่ไข่ คือ 10 ลักซ์ จากหลอดไฟธรรมดาหรือหลอดฟลูโอเรสเซนท์โดยปกติให้แสงไม่ต่ำกว่า 16 ชั่วโมงต่อวัน

วิธีดูว่านกกระทากำลังอยู่ระหว่างให้ไข่หรือไม่อาจใช้วิธีของไก่มาใช้ได้โดยตรงคือ นกกำลังไข่ท้องจะหย่อนยาน ช่วงกระดูกเชิงกรานกว้าง ปากทวารจะขยายและชุ่มชื่น ส่วนแม่นกที่ไม่ไข่ ท้องจะไม่หย่อนยาน ช่วงกระดูกเชิงกรานจะแคบ ปากทวารแคบและแห้ง

นกกระทาเนื้อ การเลี้ยงนกกระทาเนื้อจะใช้นกตัวผู้ที่เหลือจากการคัดไว้ทำพันธุ์ เมื่ออายุ 20-21 วัน แล้วนำมาเลี้ยงรวมกันไว้ในกรงนกรุ่น โดยใช้อาหารไก่เนื้อการให้แสงสว่างนกทระทาเนื้อ ก็ต้องการแสงสว่างเช่นเดียวกับนกกระทาไข่ ทั้งนี้เพื่อช่วยเร่งการเจริญเติบโตของนกกระทาให้เร็วขึ้น จะให้แสงสว่างเพิ่มขึ้น ในช่วงเวลากลางคืน 2-3 ชั่วโมง สำหรับระยะเวลาในการเลี้ยงจนกระทั่งจัดจำหน่าย กินระยะเวลา 35-40 วัน