การจัดการโคขุน

การจัดการโคขุน ก่อนนำโคมาขุน เรามาทราบแหล่งที่มาของโคที่จะนำมาขุนก่อนว่า สามารถหาจากที่ไหนได้บ้าง และควรเลือกโคลักษณะอย่างไร

แหล่งที่มาของโคที่จะนำมาขุน

ลูกโคนมเพศผู้

ซึ่งเป็นลูกโคที่มักจำหน่ายออกมาจากฟาร์มโคนมหลังคลอด หรืออายุประมาณ 7 วัน ดังนั้นจึงต้องนำมาเลี้ยงด้วยน้ำนมก่อนตัวละประมาณ 200 -300 บาท

back to menu ↑

ลูกโคหย่านม

ได้แก่ ลูกโคพื้นเมือง ลูกผสมบราห์มัน หรือลูกผสมโคเนื้อเมืองหนาว เช่น ชาร์โรเล่ห์ หรือ ลิมูซิน เป็นต้น ซึ่งจะมีน้ำหนักตัวประมาณ 150 -210 กก. ซึ่งลูกโคหย่านมเหล่านี้อาจนำมาเข้าขุนได้ หรืออาจนำโคเหล่านี้ไปเลี้ยงแบบปล่อยทุ่ง หรือให้อาหารทุ่ง หรือให้อาหารหยาบ เพื่อให้โคมีโครงสร้างและน้ำหนักมากขึ้น ก่อนที่จะนำมาขุนต่อไป

back to menu ↑

โครุ่น

ได้แก่โคหนุ่มหรือโคสาว ที่มีอายุมากกว่า 1 ปีขึ้นไป เป็นโคที่ผ่านการหย่านมและเลี้ยงให้มีโครงสร้างและน้ำหนักตัวมากขึ้น โดยมีน้ำหนักตัวประมาณ 250 -360 กก. เมื่อนำมาขุนด้วยอาหารข้นอย่างเต็มที่จะใช้ เวลาในการขุนนาน 80 -150 วัน และให้เนื้อโคขุนคุณภาพเยี่ยม

back to menu ↑

โคแก่

หรือโคที่ผ่านการใช้งานหรือมีอายุมาก โคเหล่านี้จะมีโครงสร้างของร่างกายใหญ่ หรือโตเต็มที่แล้วหากมีสภาพที่ผอม เมื่อนำมาขุนจะสร้างกล้ามเนื้อได้รวดเร็ว และใช้เวลาขุนไม่นานนัก แต่คุณภาพเนื้อโคยังไม่ดีนัก

การจัดการโคขุน

เมื่อโคเข้ามาอยู่ในคอกขุนใหม่ๆ ควรปฏิบัติดังนี้

  • จัดกลุ่มโคที่จะทำการขุนให้มีขนาด อายุและสภาพร่างกายที่สม่ำเสมอสำหรับโคที่เลี้ยงในคอกเดียวกัน พร้อมทั้งมีการบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับตัวโค
  • มีน้ำสะอาดให้โคกินตลอดเวลา และไม่ควรให้น้ำตากแดดเพราะน้ำจะร้อนและโคจะกินน้ำน้อยลงและกินอาหารน้อยลงด้วย
  • ให้โคกินอาหารชนิดเดียวกับที่โคเคยกินเป็นเวลา 1 -2 วัน เช่น ถ้าก่อนซื้อโคเคยกินฟางก็ควรให้โคกินฟาง หรือกินหญ้าแห้ง ไม่ควรให้กินหญ้าสดทันทีทันใด
  • เมื่อโคเริ่มหายเครียดคือ ประมาณวันที่ 2 -3 จึงเริ่มฝึกให้กินอาหารข้นโดยให้จำนวนน้อยๆก่อน หมั่นสังเกตว่าโคมีอาการผิดปกติหรือไม่ เช่น ท้องอืด ยืนซึม ไม่เคี้ยวเอื้องเป็นต้น ถ้าปกติก็เพิ่มอาหารข้นให้อีก ในวันที่ 5 -6 และเพิ่มขึ้นเรื่อยๆจนกระทั่งถึงปริมาณที่ต้องการในวันที่ 14 -15
  • ให้ยาถ่ายพยาธิตัวกลมและพยาธิใบไม้ ยาถ่ายพยาธิมีขายในท้องตลาดหลายชนิดควรขอคำแนะนำจากปศุสัตว์อำเภอ
  • ฉีดวัคซีนป้องกันโรคระบาด ซึ่งในแต่ละท้องที่อาจจะไม่เหมือน แต่โรคที่สำคัญๆ คือโรคปากและเท้าเปื่อย 3 ชนิด กับโรคเฮโมรายิกเซฟติกซีเมีย
  • ถ้าโคมีเห็บต้องฉีดยาฆ่าเห็บ เช่น อาซุนโทน หรือเซฟวิน รายละเอียดอ่านได้จากสลากยา
  • ถ้าจำเป็นต้องตอนโค (เพราะความต้องการของตลาด) ก็ควรตอนในระยะเริ่มขุนนี้ การตอนควรใช้คีมตอนโค (เบอร์ดีซโซ่) หรือเครื่องมือตอนโค “กำแพงแสน” ไม่ควรใช้วิธีทุบแบบพื้นบ้านเพราะจะทำให้โคบอบช้ำมาก
  • ฝังฮอร์โมนเร่งการเติบโตใต้ใบหู (ไม่ทำก็ได้ แต่จากรายงานวิจัยพบว่ทำให้อัตราการเจริญเติบโตเพิ่มขึ้น ประมาณ 10 %)
  • ให้โคอยู่ในคอกตลอดเวลา หรือถ้าเลี้ยงเพียง 2 -3 ตัว อาจจะจูงโคมาผูกล่ามใต้ร่มไม้ใกล้ๆคอกบ้างก็ได้ ไม่นิยมปล่อยโคลงไปแทะเล็มหญ้าในแปลงเพราะทำให้โคต้องเสียพลังงานมาก และทำให้หญ้าเสื่อมโทรมด้วย อย่างไรก็ตามถ้าจะเลี้ยงโดยวิธีปล่อยให้กินหญ้าในแปลงก็ได้ แต่ต้องพยายามไม่ให้โคต้องเดินมากและไม่ควรให้ แทะเล็มขณะแดดร้อนจัด
  • ให้กินอาหารข้นวันละ 1 หรือ 2 ครั้ง ในเวลาใดก็ได้แต่ต้องให้เหมือนกันทุกวันอย่างสม่ำเสมอ อาหารหยาบ (หญ้าหรือฟางหรือต้นข้าวโพดหรือยอดอ้อย หรือเปลือกสับปะรด) ให้โคกินอย่างเต็มที่

(ถ้าต้องการใช้อาหารข้นร่วมกับเปลือกสบปะรดควรเติมปูนขาวลงไปในอาหาร 2.5 กก.ทุกๆ 100 กก.ของอาหารข้นเพื่อลดการเป็นกรด)

  • มีน้ำสะอาด (น้ำบ่อก็ใช้ได้) ให้โคตลอดเวลา
  • เปลี่ยวัสดุรองพื้นคอกเมื่อเห็นว่าชื้นแฉะ เพราะอาจทำให้เป็นปอดบวมได้
  • โคที่ไม่กินอาหารควรฉีดวิตามินบี 12 เพื่อกระตุ้นจุลินทรีย์ที่ช่วยย่อยเยื่อใยของอาหาร และให้แร่ธาติที่มีโคบอลต์ด้วยเพื่อเสริมการออกฤทธิ์ของวิตามิน
  • ถ้าอากาศร้อนมากควรฉีดน้ำหรืออาบน้ำแปรงขนให้โคบ้าง จะทำให้โคไม่เครียดและโตเร็ว
  • หมั่นสังเกตพฤติกรรมปกติของโคแต่ละตัว ถ้าเมื่อใดเห็นว่าโคตัวใดมีอาการผิดไปจากปกติแสดงว่าอาจจะไม่ค่อยสบาย ต้องหาสาเหตุและรีบแก้ไข ถ้าเป็นไปได้ควรปรึกษาสัตวแพทย์