CPF เปิดรับสมัครงานตำแหน่งพนักงานขายผลิตภัณฑ์ (พื้นที่ภาคใต้)

CPF เปิดรับสมัครงานตำแหน่งพนักงานขายผลิตภัณฑ์ (พื้นที่ภาคใต้) พื้นที่ปฎิบัติงาน: จังหวัดชุมพร ระนอง สุราษฎร์ธานี พังงา ภูเก็ต กระบี่ นครศรีธรรมราช ตรัง พัทลุง สงขลา สตูล และ 3 ชายแดนจังหวัดภาคใต้ ยินดีต้อนรับนักศึกษาใหม่ และผู้มีประสบการณ์

ความรับผิดชอบ

  • ดูแลและพัฒนาฐานลูกค้าเดิมและลูกค้าใหม่
  • สามารถเปิดการขายและนำเสนอสินค้าได้
  • บริหารจัดการสินค้าที่รับผิดชอบได้อย่างมีระบบ

คุณสมบัติ

  • วุฒิการศึกษาระดับปริญญาตรีสาขาการจัดการ, การตลาด และสาขาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
  • ประสบการณ์ 0-3 ปี
  • มีทักษะในการติดต่อสื่อสาร ประสานงาน และมีใจรักในการบริการ
  • สามารถขับรถยนต์ได้ และมีใบอนุญาตขับขี่ตามกฎหมาย

สนใจส่งประวัติย่อมาที่ : kanokkorn.bun@cpf.co.th, weerayut.boo@cpf.co.th
หรือสอบถามเพิ่มเติม : 083-989-0222 (คุณหยก),
087-562-8563 (คุณบอล)

ด่วน เบทาโกรร้อยเอ็ด รับสมัครงานหลายตำแหน่ง

เบทาโกร รับสมัครงานหลายตำแหน่งประจำฟาร์มสุกรพันธุ์  อ.เสลภูมิ จ.ร้อยเอ็ด  ตำแหน่งที่เปิดรับ คุณสมบัติ รายละเอียดดังนี้

เบทาโกร ร้อยเอ็ด รับสมัครงาน

1.สัตวบาล 6 อัตรา

คุณสมบัติ จบการศึกษาระดับ ป.ตรี (สัตวศาสตร์)

2. ช่างเทคนิค 1 อัตรา

คุณสมบัติ จบการศึกษาระดับ ปวส. (สาขาช่างไฟฟ้า,เครื่องกล,ช่างยนต์,หรือสาขาอื่นที่เกี่ยวข้องได้แก่ ช่างซ่อมบำรุง ช่างซ่อมระบบสาธารณูปโภค ,ช่างติดตั้ง, ช่างควบคุมเครื่องจักรผลิต )

3. พนักงานธุรการ 2 อัตรา

คุณสมบัติ จบการศึกษาระดับ ปวส. (สาขาบัญชี,บริหาร,บุคคล และสาขาที่เกี่ยวข้อง)

4. พนักงานผลิตฟาร์ม 30 อัตรา

คุณสมบัติ จบการศึกษาระดับ ปวส. (สัตวศาสตร์)

5. พนักงานปฏิบัติฟาร์ม 30 อัตรา

เอกสารประกอบการสมัคร

  • รูปถ่ายหน้าตรงขนาด 1 นิ้ว 1 ใบ
  • สำเนาทะเบียนบ้าน
  • สำเนาบัตรประชาชน
  • ผ่านการเกณฑ์ทหาร
  • สำเนาวุฒิการศึกษา

สวัสดิการ

  • โบนัส
  • กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
  • ประกันชีวิตกลุ่ม
  • ประกันสังคม
  • ที่พักฟรี และอื่นๆ ตามโครงสร้างบริษัทฯ

ติดต่อสมัครงานได้ที่ คุณอรัญญา โทร 080-003-7976

อีเมล์ aranyad@betagro.com

เทคนิค มือใหม่หัดปลูกทุเรียนจ.อุบลฯ ทำได้อย่างไร

สุดยอดแปลงทุเรียนสวยๆ ของ จ.อุบลฯ มาฟังเทคนิคและวิธีการปลูกอย่างไรให้ได้ผลผลิต

โรคลัมปี สกิน (Lumpy skin disease) โรคที่คนเลี้ยงโค-กระบือ ต้องรู้

โรคลัมปี สกิน เป็นอีกโรคที่เกษตรกรผู้เลี้ยงโค กระบือ ต้องรู้ เพื่อจะได้ป้องกันและรักษาให้ท่วงทัน เนื่องจากช่วงนี้เกิดการระบาดกันหลายพื้นที่ มาทำความรู้จักกับโรคนี้กันดีกว่าครับ

โรคลัมปี สกิน (Lumpy skin disease)

[wpsm_toplist]

โรคลัมปี สกิน (Lumpy skin disease)

สาเหตุ

โรคลัมปี สกิน (Lumpy skin disease) เป็นโรคติดเชื้อในโค-กระบือ ที่เกิดจากเชื้อไวรัสในวงส์ Poxviridae หรือที่รู้จักกันในชื่อ Neethling Virus
โรคนี้เกิดจากความผิดปกติของต่อมน้ำเหลือง ทำให้ต่อมน้ำเหลืองขยายใหญ่ขึ้นและมีลักษณะเป็นตุ่มแข็ง มีสะเก็ด (ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 2–5 ซม.) ที่ผิวหนังและเยื่อเมือก

การติดต่อ

ถูกแมลงดูดเลือดกัด เช่น เห็บ ยุง แมลงวันดูดเลือด เป็นต้น หรือ การสัมผัสโดยตรงจากสะเก็ดแผล น้ำมูก น้ำเชื้อ น้ำลาย

อาการของโรค

โค-กระบือที่ติดเชื้อจะมีอาการไข้สูง ขาบวม และมีตุ่มแข็งทั่วทั้งตัว ส่งผลให้โค-กระบือแสดงอาการอ่อนเพลีย การผลิตน้ำนมลดลง เกิดภาวะแท้ง และบางครั้งอาจเสียชีวิตได้

การป้องกัน

กำจัดแมลง ล้างคอก ฆ่าเชื้อโรค ป้องกันไม่ให้สัตว์โดนแมลงกัด แยกสัตว์ที่นำเข้ามาเลี้ยงใหม่ 14 วัน

การรักษา

รักษาตามอาการ หรือคัดทิ้ง เพราะให้ผลผลิตไม่ดีในระยะยาว

หากเกษตรกรสงสัยเมื่อมีสัตว์ป่วย สามารถติดต่อ เจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ประจำพื้นที่

อ้างอิงข้อมูลจาก

กลุ่มพัฒนาสุขภาพสัตว์ สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดชัยภูมิ

ภาพประกอบ

S.T.K Agriculture Farm

ทุเรียนนวลทองจันทร์ ทุเรียนไร้กลิ่น

ทุเรียนนวลทองจันทร์ ทุเรียนไร้กลิ่น มีลักษณะเด่นคือ เม็ดลีบ เม็ดเล็ก รสชาติหวานมัน เนื้อเยอะ เกิดจากทุเรียนพันธุ์หมอนทองที่มีจุดเด่นในเรื่องของเนื้อเยอะผสมกับพวงมณีที่มีจุดเด่นเรื่องเนื้อสีเหลืองทอง เกิดขึ้นโดยบังเอิญตามธรรมชาติ จากหมู่แมลงเป็นตัวกลาง นำเกสรของดอกทุเรียน 2 สายพันธุ์มาผสมข้ามสายพันธุ์ จนได้ทุเรียนสายพันธุ์ที่เกิดขึ้นกลางสวนผลไม้ของชาวจันทบุรี

ทุเรียนนวลทองจันท์ ทุเรียนไร้กลิ่น

ทุเรียนนวลทองจันทร์ ทนโรคกว่าทุเรียนหมอนทอง เพราะได้จุดเด่นที่ทนโรคจากพวงมณี

หญ้ารูซี่ Brachiaria ruziziensis พืชอาหารสัตว์พันธุ์ดี

หญ้ารูซี่ Brachiaria ruziziensis เป็นหญ้าเขตร้อนประเภทค้างปี มีลักษณะการเจริญเติบโตแบบกึ่งตั้งกึ่งเลื้อย สูง 60-100 ซม. ลำต้นกลม แข็งเรียวเล็ก ไม่มีขน มีรากซึ่งแตกแขนงบริเวณโคนต้น ใบสีเขียวอ่อนนุ่ม มีขนละเอียดคลุมทั้งด้านหน้าและด้านหลังใบ ใบยาว 13-15 ซม. กว้าง .8-2.5 ซม. เจริญเติบโตได้ดีในที่ดอนที่มีฝนตกมากกว่า 1000 มิลลิเมตร และดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ แต่ก็สามารถขึ้นได้ในดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ โดยเฉพาะ ดินร่วนปนทราย หรือดินเหนียวที่มีการระบายน้ำดี ทนแล้งได้พอสมควร ไม่ทนต่อสภาพ ชื้นแฉะ และทนต่อการเหยียบย้ำของสัตว์ มีคุณค่าทางอาหารสูง สัตว์ชอบกิน ลักษณะเด่นของหญ้ารูซี่คือ สามารถผลิตเมล็ดได้มาก และเมล็ด มีความงอกสูงทำให้สะดวกในการขยายพันธุ์

[wpsm_toplist]

การปลูกหญ้ารูซี่ การดูแล การใช้ประโยชน์

ช่วงเวลาการปลูก

ควรปลูกในช่วงต้นฤดูฝน ประมาณเดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม ถ้าปลูกล่าช้าหลังเดือนกรกฎาคม หญ้าจะชะงักการเจริญเติบโต ระบบรากไม่แข็งแรง และต้นอ่อนบางส่วนตาย ทำให้ไม่สามารถ พัฒนาไปเป็นแปลงหญ้าในปีต่อไปได้ ส่วนภาคใต้ปลูกได้ประมาณเดือน มิถุนายน- สิงหาคม

การเตรียมดิน

เริ่มเตรียมดินเมื่อฝนตกครั้งแรก ในชวงต้นฤดูฝน ประมาณเดือนเมษายน ขณะที่ดินมีความชื้นเหมาะสมหรือหน้าดินมีความชิ้นลึกประมาณ 30 ซม. โดยไถบุกเบิกเพื่อกลับหน้าดินและกำจัดวัชพืชที่ปกคลุม ดินอยู่ ปล่อยทิ้งไว้ประมาณ 3-4 สัปดาห์ หลังจากนั้นไถพรวนอีก 1-2 ครั้ง เพื่อทำลายวัชพีชที่ ขึ้นมาใหม่ และปรับสภาพแปลงให้ราบเรียบ พร้อมทั้งทำให้ดินมีความละเอียดมากขึ้น กรณีการปรัปรุงแปลงหญ้ารูซี่เก่า ควรไถพรวนทุก 3 ปี ในช่วงต้นฤดูฝน โดยไม่ต้องหว่านเมล็ดใหม่

เมล็ดพันธุ์หญ้ารูซี่

หญ้ารูซี่ 1 กก.กรัม มีเมล็กประมาณ 225000 เมล็ด ใน 1 ไร่ แนะนำให้ใช้เมล็ก 2 กิโลกรัมจะมีเมล็ด 450000 เมล็ด ถ้าเมล็ดมีความงอก 70% ก็จะได้เมล็ดหญ้าที่งอก 315000 ต้น

การปลูกหญ้ารูซี่

สามารถปลูกได้ด้วยเมล็ด หรือหน่อพันธุ์ แต่นิยมปลูกด้วยเมล็ด เนื่องจากสะดวก เพราะสามารถหว่านหรือปลูกเป็นแถว ระยะห่างระหว่างแถว 50 เซนติเมตร ในอัตรา 2 กิโลกรัม ต่อไร่  การปลูกเป็นแถวจะสะดวกในการกำจัดวัชพืชมากกว่าการหว่าน สำหรับการปลูกหน่อพันธุ์ ใช้ระยะปลูก 50*50 เซนติเมตร

การใส่ปุ๋ย

ควรใส่ปุ่ยรองพื้นสูตร 15-15-15 ในอัตรา 50-100 กิโลกรัมต่อไร่ และอาจใส่ปุ๋ยคอกร่วมดวยเพื่อเพิ่มอินทรีย์วัตถุในดิน หลังจากนั้นต้องใส่ปุ๋ยยูเรีย 46-0-0 หลังตัด
ทุกครั้งในอัตรา 10-20 กก./ไร่ ขณะดินที่มีความชื้นเหมาะสม ในปีต่อไปควรใส่ปุ๋ยเช่นเดียวกับปีแรก โดยใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 ในช่วงต้นฤดูฝน

การใช้ประโยชน์

เริ่มตัดใช้ประโยชน์ครั้งแรกเมื่ออายุ 60-70 วัน หลังปลูกและตัดครั้งต่อไปทุก 30-45 วัน ในช่วงฤดูฝนหญ้าเจริญเติบโตได้เร็วอาจตัดใช้ประโยชน์ได้เร็วก่อน 30 วัน ผลผลิตและคุณภาพและคุณภาพของหญ้ารูซี่จะสูงในช่วงฤดูฝน (พฤษภาคม-ตุลาคม) และผลผลิตจะลดลงมากในช่วงฤดูแล้ง (พฤศตจิกายน-เมษายน) ผลผลิตในแต่ละภาคจะแตกต่างกันไป โดยเฉลี่ย หญ้ารูซี่จะให้น้ำหนักแห้ง 2-2.5 ต้นต่อไร่ มีโปรตีน 7-10% มีการย่อยได้ค่อนข้างสูง ถึง 55-70% ทำให้สามารถนำมาใช้เลี้ยงสัตว์ได้หลายรูปแบบ เช่น ตัดสด ปล่อยสัตว์แทะเล็ม ทำหญ้าแห้งและทำหญ้าหมัก

ยากันยุง ยากันยุงไฟฟ้า ยากันยุงแบบน้ำ วิธีเลือกใช้ยากันยุง

ยากันยุง เชื่อว่าทุกคนและทุกบ้านจะต้องเคยใช้มาตั้งแต่เด็กๆ เป็นอีกสินค้าที่ติดบ้านไว้ โดยเฉพาะช่วงหน้าฝน ที่ยุง จะแพร่พันธุ์รวดเร็ว ซึ่งยุง เป็นพาหะน้ำโรคร้าย ไม่ว่าจะเป็นโรคไข้เลือดออก มาลาเรีย เท้าช้าง ไข้สมองอักเสบ ดังนั้น วันนี้เรามาทำความรู้จักกับ ยากันยุง กันก่อนนะครับ รวมทั้งจะเลือกใช้อย่างไรให้ปลอดภัย

ยากันยุง จะมีอยู่ 2 กลุ่มหลักๆ

กลุ่มแรกคือ กลุ่มป้องกัน เมื่อยุงมาเจอกลิ่นหรือสารระเหยพวกนี้จะหนีไป
กลุ่มที่ 2 คือ ฆ่าให้ตายเลย เมื่อยุงบินเข้ามาเจอกับสารกลุ่มนี้ จะส่งผลต่อระบบประสาท ทำให้เป็นอัมมพาต และตาย

ด้วยเหตุนี้ นักวิทยาศาสตร์ จึงคิดค้นสาร 2 กลุ่มขึ้นมา ถ้าการป้องกันคือ ยากันยุงประเภททา ฉีดพุ่น เช่น ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมจากสมุนไพร น้ำมันหอมระเหย กลุ่มฆ่า นักวิทยาศาตร์ก็ต้องคิดค้นสารเคมีที่มีผลเฉพาะยุง ไม่มีผลต่อมนุษย์หรือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เพราะฉะนั้น จะมีข่าว ยากันยุงทำให้สุนัขหรือแมว สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมตาย แสดงว่า ยากันยุงที่ใช้มีสารเคมีที่สามารถฆ่าสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมด้วย

ไพรีทรอยด์ (Pyrethroid) เป็นสารเคมีที่คิดค้นขึ้นมาเพื่อให้ได้สารที่ใกล้เคียงกับสารกลุ่มตะไคร้หอม ซึ่งได้จากการสกัดจากต้นไม้ตระกูลเบญจมาศ จะมีผลทำให้ยุงเมื่อได้รับสารเข้าไปแล้วจะเกิดอาการเกร็ง ร่วงลงมาเสียชีวิต แต่จะมีผลกับแมลงที่มีสารไคตินห่อหุ้มร่างกาย สำหรับมนุษย์สามารถเป็นอันตรายได้เช่นกัน หากกินเข้าไป แต่แค่ถูกควัน สูดดม เข้าไป อันตรายจะน้อยมาก แต่ทั้งนี้การใช้สาร ไพรีทรอยด์ (Pyrethroid) ก็ต้องอยู่ในการควบคุมของหน่วยงานรัฐและมาตรฐานของแต่ละประเทศ และบางท่าน อาจะเคยใช้ยากันยุงจากประเทศเพื่อนบ้าน แล้วรู้สึกว่า ทำไมยุงตายเยอะกว่ายากันยุงบ้านเรา แสดงว่า อาจมีการใช้สารชนิด หรือสารชนิดอื่น นี้ในปริมาณที่สูง เพราะในบางประเทศยุงเยอะมากหรือโรคที่เกิดกับยุงสูง อาจมีการอนุญาตให้ใช้สารชนิดนี้ในปริมาณที่สูงได้ เพื่อควบคุมไม่ให้ยุงเยอะเกินไป

การใช้ยากันยุงให้ปลอดภัย

ควรใช้ยากันยุงที่ได้รับการรับรองจาก อย. ถึงแม้ว่า ยากันยุง ที่มีขายตามท้องตลาด จะได้รับการรับรองจาก อย. แต่การใช้ยากันยุงก็ต้องใช้อย่างระมัดระวัง ไม่ควรกินเข้าไปเพราะสามารถทำให้เสียชีวิตได้ และควรอยู่ห่างเด็กและสตรีมีครรภ์ หรือเลือกใช้ยากันยุงที่สกัดจากธรรมชาติ เช่น ตะไคร้หอม ซึ่งเป็นกลิ่นที่ยุงไม่ชอบอย่างยิ่ง

การใช้ยากันยุงสำหรับเด็ก

ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากลมหายใจออกและกลิ่นที่ระเหยออกจากผิวหนังของคน จะเป็นตัวดึงดูดยุงได้ดี การใช้ยากันยุงจะช่วยปิดกั้นหรือรบกวนระบบประสาทรับรู้ของยุง ทำให้ยุงไม่มาเข้าใกล้คน

  • ทารกอายุต่ำกว่า 2 เดือน ควรหลีกเลี่ยงการใช้ยากันยุงทุกประเภท โดยเฉพาะที่เป็นสารเคมีสังเคราะห์เพราะอาจเสี่ยงเกิดการระคายเคืองต่อผิวเด็ก ควรป้องกันยุงกัดด้วยวิธีอยู่ในห้องที่มีมุ้งลวด นอนไนที่มีมุ้งผ้า อยู่ในรถเข็นที่มีตาข่ายกันยุง
  • สามารถใช้ยากันยุงกับทารกที่มีอายุ 2 เดือนขึ้นไป แต่ควรเป็นยากันยุงที่สกัดจากสารธรรมชาติมากกว่าสารเคมีสังเคราะห์ที่มีส่วนผสมของน้ำมันยูคาลิปตัสและเลมอนแบบเข้มข้นสำหรับเด็กอายุน้อยกว่า 3 ปี
  • การเลือกใช้ยากันยุงกับเด็ก ควรพิจารณาจากระยะเวลาที่เด็กต้องเสี่ยงกับยุงกัด หากอยู่ข้างนอกไม่เกิน 1-2 ชั่วโมงควรใช้ชนิดที่มีความเข้มข้นน้อย แต่หากอยู่นานกว่านั้นอาจเลือกชนิดที่มีผสมสารกันยุงที่มีความเข้มข้นสูงขึ้น

    การเลือกใช้ยากันยุงสำหรับเด็ก​

  • ยากันยุงชนิดพ่นหรือทาสำหรับเด็ก ควรใช้เฉพาะบริเวณผิวหนังส่วนที่อยู่นอกเสื้อผ้า ประสิทธิภาพในการป้องกันยุงจะคงอยู่ได้ประมาณ 2 ชั่วโมง หากอยู่นานกว่านี้ต้องทาซ้ำๆ
  • ควรใช้ตามปริมาณที่ระบุบนฉลากผลิตภัณฑ์และอยู่ในความดูแลของผู้ใหญ่
  • เมื่อกลับเข้าบ้านในที่ปลอดภัยจากยุงควรทำความสะอาดผิวเด็กบริเวณที่ใช้ยากันยุงด้วยสบู่และน้ำสะอาด เพื่อล้างสารไล่ยุงที่เคลือบผิวออกไป
  • ห้ามใช้ยากันยุงกับบริเวณที่มีบาดแผลที่ผิวหนัง เพราะอาจทำให้ระคายเคือง
  • หากใช้ยากันยุงชนิดแผ่นหรือของเหลวที่ใช้กับเครื่องใช้ไฟฟ้า ควรเสียบทิ้งไว้ในห้องที่ไม่มีคนอยู่ช่วงเวลาหนึ่งก่อนนำเด็กเข้าไปในห้องนั้น อาจเปิดหน้าต่างและประตูเพื่อระบายอากาศในห้องออก เพื่อลดความเสี่ยงในการได้รับสารไล่ยุงที่ไม่ปลอดภัยต่อการสูดดมของเด็ก
  • ยาจุดกันยุง ควรจุดในที่โล่งแจ้งมีพื้นที่กว้างและห่างไกลจากเด็ก เพราะการสูดดมสารไล่ยุงที่ระเหยออกมาเป็นเวลานานๆ สามารถสร้างความระคายเคืองแก่ระบบทางเดินหายใจและเป็นอันตรายต่อสุขภาพได้ (เครดิต youtu.be/BX2mioqrQkI)

[wpsm_toplist]

แนะนำผลิตภัณฑ์ป้องกันยุง

เครื่องไล่ยุงไฟฟ้า

Xiaomi Electric mosquito killerเครื่องฆ่ายุงไฟฟ้า ยากันยุงที่ดักจับยุงและแมลง เครื่องฆ่ายุงมัลติฟังก์ชั่นสามารถเชื่อมโยงกับ mijia

วัสดุ : ABS + PE (เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม)

• ออกแบบด้วยสไตล์มินิมอล เข้ากับตัวบ้านได้เป็นอย่างดี

• มีขนาดเล็กกะทัดรัด พกพาได้ง่าย และสามารถวางไว้ได้ทุกที่

• ไม่มีกลิ่นฉุน ขณะที่เครื่องทำงานจะไม่ปล่อยอากาศเสียออกมา

• ตัวเครื่องออกแบบไม่ให้มีความร้อนสะสม

• มีโหมดการทำงานนับถอยหลัง 10 ชั่วโมง เพียงกดปุ่ม 2 ครั้ง เพื่อคุณจะได้หลับได้อย่างสบาย

• ทำงานเงียบเพียง 22dB(A) ใช้งานง่าย เพียงแค่กดปุ่ม

• เหมาะสำหรับใช้ภายในบ้าน และห้องขนาดน้อยกว่า 28 ตารางเมตร

• เปลี่ยนถ่านและแผ่นกันยุงได้ง่ายๆ เพียงแค่เปิดฝาด้านบน• Refill Mosquito Repellent แผ่นยากันยุงแบบรังผึ้ง ใช้งานได้ประมาณ 90 วัน (ใช้งานวันละ 8 ชั่วโมง)
เช็คราคา ส่วนลด ได้ที่นี่ https://bit.ly/3dH1FaZ

ยากันยุงสมุนไพร

เป็นอีกทางเลือกหนึ่งเหมาะสำหรับคนที่รักสุขภาพ วันนี้ขอแนะนำ ยาจุดกันยุงสมุนไพรตะไคร้หอม (x24 ขด) ผลิตจากตะไคร้หอม เปลือกไม้บง เนื้อไม้จันทร์ขาว

ยาจุดกันยุงสมุนไพรตะไคร้หอม

  • ผลิตจากสมุนไพร
  • ควันน้อย กลิ่นไม่ฉุน
  • 1ขด อยู่ได้ 8ชม.
  • บรรจุ 24 ขด
  • ยาจุดกันยุงสมุนไพรตะไคร้หอม

☑ส่วนผสมหลัก : ตะไคร้หอม เปลือกไม้บง เนื้อไม้จันทร์ขาว และอื่นๆ

☑วิธีใช้:ใช้จุดไล่ยุง และแมลงต่างๆที่มารบกวน (1ขด ใช้ได้นาน 8 ชม.)

☑บรรจุ: 2 ห่อ (24 ขด)

รายละเอียดเพิ่มเติมคลิกที่ลิงค์ https://bit.ly/32xVCPA

ไม้ตียุงไฟฟ้า

ไม้ตียุงไฟฟ้า ไม้ตียุง ไม้ช็อตยุง คละสี ระบบชาร์จไฟ เก็บไฟได้ดี ใช้ช็อตยุง ไม่อันตราย ป้องกันคุณจากแมลงร้าย อุปกรณ์ที่จะช่วยกำจัดยุง และแมลงต่างๆ โดยที่คุณไม่ต้องเสี่ยงกับสารเคมี ปราศจากกลิ่นเหม็น อีกทั้งยังสามารถใช้กำจัดแมลงทุกชนิด การใช้งานง่าย ไม่ยุ่งยาก ใช้งานได้ทั้งภายในบ้านและนอกอาคาร เพื่อลูกหลานและสมาชิกในครอบครัวที่คุณรัก ปลอดภัยจากยุงร้ายและแมลงที่คอยรบกวน รายละเอียดเพิ่มเติม https://bit.ly/3xdYlM4

หวังว่าบทความเกี่ยวกับ ยากันยุง จะเป็นประโยชน์สำหรับทุกท่าน รวมทั้ง แนะนำการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่ใช้ป้องกันยุง ที่เราได้นำสินค้ามาให้ท่านเลือกซื้อหา เริ่มจะเข้าสู่หน้าฝนแล้ว ยุงเริ่มมา อย่าลืมป้องกันอย่าให้ยุงกัดนะครับ เพราะอาจทำให้เราเป็นโรคที่มากับยุงได้ ขอให้มีสุขภาพที่ดีจ้า

กล้วยด่าง ราคา 58000 บาท มีขายในลาซาด้า

ถ้าพูดถึงพันธุ์กล้วยหายาก ส่วนตัวที่เคยเจอ ก็จะมีหลักร้อย หลักพัน แต่วันนี้ ไปเจอ หน่อกล้วยด่าง ที่ขายใจลาซาด้า ราคา 58000 บาท ชื่อว่า กล้วยน้ำว้ามะลิอ่องด่างโอโม่  และก็มี กล้วยตานีด่างขาว ราคา 45000 บาท และกล้วยน้ำว้าค่อมด่าง (ตัดครึ่งใบลดการคลายน้ำ ระหว่างชำ จำนวน2 ใบ) ราคาขายอยู่ที่ 32000 บาท

กระแสต้นไม้มาแรงมาก ในช่วงที่เกิด โควิด 19 ทำให้หลายคนมีเวลาว่าง ทำงานที่บ้านบ้าง หรือบางคนตกงาน กลับบ้านมาทำการเกษตรที่บ้าน ทำให้ช่วงนี้ กระแสการปลูกต้นไม้มาแรง รวมทั้งกล้วยด่าง เพราะราคาดี คนเริ่มหันมาปลูกพืชแปลก หายาก กล้วยด่าง มีหลายสายพันธุ์ อาทิเช่น ฟอริดา กล้วยไอติม กล้วยตานีด่าง กล้วยแดงอินโด กล้วยมาฮอย กล้วยนาคทองผมภูมิ

[wpsm_toplist]

3 อันดับกล้วยด่าง ที่ราคาแพงมากๆ ขายในลาซาด้า

กล้วยน้ำว้ามะลิอ่องด่างโอโม่

กล้วยน้ำว้ามะลิอ่องด่างโอโม่

กล้วยตานีด่างขาว

กล้วยตานีด่างขาว

กล้วยน้ำว้าค่อมด่าง (ตัดครึ่งใบลดการคลายน้ำ ระหว่างชำ จำนวน2 ใบ)

กล้วยน้ำว้าค่อมด่าง

ราคาแรงขนาดนี้ คนที่มีเงิน รักและหลงไหลจริงๆ ถึงจะสามารถเป็นเจ้าของได้ อาจจะปลูกไว้เพื่อประดับบารมี ก็ว่ากันไป ส่วนตัวของผมเอง คงซื้อได้แค่ กล้วย 3 หน่อร้อยกับขอเพื่อนบ้านมาปลูก และดูไว้เป็นข้อมูล เผื่อกล้วยที่เราปลูก จะออกมาด่างแบบนี้

 

วิธีการเก็บน้ำด้วย โคกหนองนาโมเดล

น้ำฝนที่ตกจากฟ้าอาจดูไร้ค่าและสร้างปัญหาในยามที่มีมากเกินไปแต่หากฝนทิ้งช่วงน้ำเพียงน้อยนิดก็มีคุณค่ามหาศาลความ ไม่สมดุลนี้สามารถแก้ไขได้ด้วยการเก็บน้ำการเก็บน้ำ การเก็บน้ำในพื้นที่ โคกหนองนา มี 3 รูปแบบ

รูปแบบแรกก็คือเก็บในหนองง่ายที่สุดเลยการเก็บให้น้องคือการที่เราขุดดินให้กลายเป็นหนองแล้วดินน้ำมันเป็นโคก น้ำฝนตกมาเท่าไหร่มันก็จะเก็บอยู่ในลักษณะตรงนั้น การขุดหนองเนี่ยจะต้องคำนึงถึงอะไรบ้าง การขุดหนองก็ต้องคำนึงถึงปริมาณน้ำฝนที่ตกในพื้นที่ สมมติ ว่ามีพื้นที่อยู่ 1 ไร่ 1 ไร่เท่ากับ 1600 ตารางเมตร เราก็ต้องไปดูว่าน้ำฝนในพื้นที่นั้นมันตกกี่มิลลิเมตรต่อปีแล้วก็มาคำนวณว่าในปริมาณทั้งปีนี้เราจะเก็บน้ำอย่างไรให้ได้ทั้งหมด 100 เปอร์เซ็นต์หรือถ้าเราอยากได้ 120% ก็คือไปเก็บจากที่คนอื่นคือที่มันไม่ได้ตกเลยพี่เรานี่แหละแต่ว่าน้ำมันหลากผ่านมาเราก็หาวิธีผันน้ำด้วยการกั้นฝายชะลอน้ำ กั้นยกเหมืองลำเหมืองผันเข้ามาเติมในหนองเราให้ได้นั่นคือหลักๆเพราะฉะนั้นน้ำในหนองคือเก็บน้ำปริมาณที่เยอะ

วิธีการเก็บน้ำด้วย โคกหนองนาโมเดล

การคำนวณปริมาณน้ำฝนที่ตกในพื้นที่ต่อปีทำได้ดังนี้

สิ่งต้องรู้ก่อนคือขนาดพื้นที่และปริมาณฝนที่ตกในพื้นที่ยกตัวอย่างพื้นที่ 1 ไร่หรือก็คือ 1600 ตารางเมตรมีปริมาณฝนตกในพื้นที่ 1, 200 มิลลิเมตรต่อปีดังนั้นใน 1 ปีมีฝนตกในพื้นที่ 1 ไร่นี้ทั้งหมด 1600 ตารางเมตร x 1200 mm = 1920 ลูกบาศก์เมตร

การขุดหนองในต้องคำนึงถึงเรื่องการระเหยของน้ำเพราะว่าการระเหยของน้ำในแต่ละวันจะระเหยไปเฉลี่ยวันละ 1 ซม. ถ้าฝนไม่ตกสัก 300 วันนั้นจะหายไป 3 เมตรถ้าเราขุดหน่อแค่ 3 เมตรลึกแค่ 3 เมตรหมายความว่าน้ำระเหยหมด ไม่ใช่ว่าน้ำซึมหายนะน้ำระเหยหมดแล้วมันหายไปวันละ 1 ซม. เพราะฉะนั้นการออกแบบต้องคำนวณเผื่อน้ำระเหยไปด้วย

ดังนั้น ส่วนใหญ่เราจะเน้นในการออกแบบคือหนองจะต้องลึกเน้นความลึกไม่เน้นความกว้างเพราะยิ่งกว้างพื้นที่สัมผัสที่มันสัมผัสลมและแดดมันจะเยอะมันจะระเหยเยอะ จะเน้นลึกแล้วการขุดหนองก็ต้องเป็นรูปแบบที่อิสระฟรีฟอร์ม เพราะว่าเราต้องการพื้นที่รอบหนอง ให้กว้างที่สุดเพราะว่าเป็นพื้นที่ในการปลูกต้นไม้ในการแหล่งอาหารในการเลี้ยงปลาให้ปลามันหากินเพราะหนองธรรมชาติส่วนใหญ่มันก็จะเป็นรูปฟรีฟอร์มนะครับมีความลึกมีความตื้นมีระดับที่แสงส่องถึง เพื่อให้เกิดแพลงตอนพืชเป็นแหล่งอาหาร

การขุดน้องจะต้องขุดให้โค้งและมีระดับตื้นลึกแตกต่างกันไปในแต่ละจุดก่อนขุดต้องมีการคำนวณปริมาตรน้ำที่สามารถเก็บได้ในหนองเพื่อให้เพียงพอใช้งาน  การคำนวณปริมาตรน้ำทำได้โดยนำความกว้างคูณความยาวและคูณความสูงของหนอง

สองก็คือการจัดเก็บบนโคกก็คือเอาดินที่เราขุดจากหนองมาทำเป็นโคก บนโคกนี้เราเก็บยังไงเราเก็บจากการปลูกป่าและเก็บในระบบรากของต้นไม้ เวลาเรามีโคกเราก็จะปลูกต้นไม้ให้มันมีความลึกอย่างน้อย 5 ระดับคือ ไม้ระดับสูง ไม้ชั้นกลาง ไม้ชั้นเตี้ย ไม้เรี่ยดิน และไม้หัวใต้ดิน ไม้แต่ละระดับควรจะมีอย่างน้อยไม่น้อยกว่า 21 ชนิด เพราะเราต้องการสร้างความหลากหลาย การที่มันมีระดับชั้นของต้นไม้ 5 ระดับเนี่ยแสดงว่าระดับรากที่มันลงไปในดินมี 5 ระดับเหมือนกันเวลาฝนตกมาเนี่ยดินนั้นก็จะอุ้มน้ำโดยใช้ระบบรากต้นไม้เป็นตัวที่พาน้ำซึมลงไปไว้ในดินได้ ถ้าระบบรากที่มีความหลากหลายหรือชั้นของความลึกของต้นไม้ที่มันระบบรากชอนไชไปในดินอุ้มน้ำได้อย่างน้อย 70 เปอร์เซ็นต์ของน้ำฝนที่ตกอีก 30% คือเป็นน้ำผิวดินที่หลากผ่านไป 70% ก็คือซึมในระบบดิน แล้วน้ำบนโคกนี่แหละที่ซึมในระบบดินมันจะค่อยๆ ซึมปล่อยออกมาสู่หนองของเรา ตัวนี้จะเป็นตัวที่น้ำจะระเหยน้อยเพราะมันอยู่ในระบบรากแล้วมันจะสร้างความชุ่มชื้นให้กับดิน

ทำไมบนโคกเราถึงต้องมีต้นไม้หลากหลายชนิดมีหลายชั้นความสูงเพราะว่าต้นไม้ที่ความสูงไม่เท่ากันความต้องการความแสงแดดความต้องการของสารอาหารในมันจะไม่เหมือนกันเวลาอยู่ด้วยกันก็จะไม่แย่งกันในพื้นที่เล็กๆถ้าเราปลูกไม้ชนิดเดียวเช่นในพื้นที่ 1 ไร่ปลูกต้นสักอย่างเดียวเนี่ยเหมือนกันหมดเราก็จะได้ไม้ที่เป็นต้นสักระบบราชการระดับเดียวกันทุกอย่างระดับเดียวกันหมดแต่ถ้าในนั้นน่ะเรามีทั้งไม้สูงกลางไม้เตี้ย ไม้เรี่ยดิน ใส่เข้าไปในพื้นที่ 1 ไร่เปรียบเสมือนว่าเราได้ปลูกต้นไม้ได้ 5 ไร่เพราะว่าการหาอาหารมันไม่แย่งกันกิน มันเหมือนได้ 5 ไร่ก็จะได้พื้นที่กำลัง 5 เท่าทันทีนะแถมยังมีระบบรากเก็บน้ำได้ด้วยที่สำคัญคือความหลากหลายของชนิดใบไม้แต่ละชนิดมีแร่ธาตุในใบไม้มันไม่เหมือนกันแต่ละชนิดมีคุณค่าทางอาหารแร่ธาตุไม่เหมือนกัน เวลาที่ใบไม้ที่หล่นมาทับถมเนี่ยสารอาหารที่มันเกิดกับใบไม้ที่มันต่างชนิดกันเนี่ยมันก็จะสามารถทำให้เกิดแร่ธาตุที่ไม่เหมือนกัน

ส่วนใหญ่เราออกแบบโคกจะอยู่ตรงกลางของที่ดินเพราะว่าเวลานั้นฝนตกไหมเนี่ยน้ำฝนลงมาเจอหน้าดินที่มีใบไม้ที่หลากหลายที่ทับถมกันอยู่ แร่ธาตุที่เกิดจากการทับถมมันก็จะซึมลงไปที่นาหรือหรือซึมลงไปที่หนองได้เลย เป็นการเติมปุ๋ยกับระบบการเกษตรของเราโดยอัตโนมัติโดยที่เราไม่ต้องไปเสียเงินค่าปุ๋ยนี่คือวัตถุประสงค์ว่าทำไมต้องปลูกต้นไม้ให้หลากหลาย

เก็บน้ำรูปแบบที่ 3 ก็คือเก็บในนา เก็บในนาง่ายมากก็แค่ยกหัวคันนาเท่านั้นเอง ปัจจุบันถ้าเราไปดูนาของเกษตรกรไทยแล้วก็น่าจะไม่เกิน 10 cm – 15 เซน  แค่นั้นเองแต่ว่าในระบบของโคกหนองนา ต้องสูงอย่างน้อยสัก 1 เมตรคันนายาวต้องข้างบนจะต้องกว้างอย่างน้อย 1 เมตรฐานจะต้องกว้างอย่างน้อย 2 เมตร เพราะว่าถ้าแค่เรายกหัวคันนาขึ้นมานะครับในพื้นที่ 1 ไร่มันจะสามารถเก็บน้ำได้อย่างน้อย2000 ลูกบาศก์เมตร ทันทีเลยไม่ต้องทำอะไรมากแค่ยกหัวคันนาอย่างเดียว

สมัยก่อนชาวนาทำนาโดยการยกหัวคันนาให้สูงและกว้าง สามารถเก็บน้ำไว้ใช้ในช่วงฝนทิ้งช่วง นาที่ทำก็เป็นน้ำลึกใช้น้ำควบคุมหญ้าทำนาข้าวในนาได้ผลผลิตดี บนหัวคันนาก็ปลูกพืชผักต่างๆมากมายจนมั่งคั่งร่ำรวยเปรียบเหมือนมีหัวคันนาทองคำ การเก็บน้ำในนาให้เก็บเท่ากับความสูงของคันนาน้ำที่เก็บไว้จะค่อยๆซึมลงดินอย่างน้อย 50 เปอร์เซ็นต์เหลือน้ำบนดินครึ่งหนึ่งของปริมาณน้ำฝนที่ตก ส่วนน้ำที่อยู่ใต้ดินก็ไม่ได้หายไปไหนแถมยังช่วยสร้างความชุ่มชื้นได้อีกด้วย

คันนาที่ใหญ่ที่สุดและสูงที่สุดที่เราทำอยู่ที่น่าน คันนาสูง 2 เมตรด้านบนกว้าง 2 เมตรฐานกว้าง 4 เมตรสิ่งที่ได้คือเราได้ข้าวที่รวงใหญ่มาก ระบบรากมันก็ไปไกลเกี่ยวข้าวมาเสร็จได้ซังข้าวได้ฟางข้าวเต็มไปหมดเลย เพราะว่าหลักการทำงานของเราเนี่ยฟื้นฟูดินต้องใช้ฟางข้าวเพราะอะไรเพราะว่าฟางข้าวที่ได้เอาไปห่มดินหรือว่าหมักดองระบบรากแล้วก็หมักดองอยู่ในนาเหมือนเดิมเป็นการเพิ่มอินทรียวัตถุ

เก็บน้ำ 3 รูปแบบส่วนรูปแบบย่อยๆไปเช่นเก็บในคลองไส้ไก่เก็บในระบบเหมืองฝายหรือฝายชะลอน้ำอันนี้มันจะเป็นแล้วแต่เทคนิควิธีของแต่ละพื้นที่ซึ่งจะไม่เหมือนกัน

เพื่อให้น้ำเดินทางทั่วถึงทั้งพื้นที่จึงต้องขุดคลองไส้ไก่ขึ้นมา  คลองไส้ไก่ก็คือลำคลองเล็กๆที่คดเคี้ยวไปมาอยู่รอบพื้นที่ใช้เป็นทางน้ำบนดินเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นโดยไม่ต้องวางท่อไม่ต้องต่อสปริงเกอร์และถ้ามีการขุดบ่อพักน้ำไว้เป็นระยะจะทำให้น้ำกระจายทั่วเป็นการลดภาระการรดน้ำ นอกจากนี้รอบๆคลองไส้ไก่จะสามารถปลูกพืชผักได้ตลอดแนวด้วย 

ฝายชะลอน้ำสร้างไว้เพื่อกักตะกอนตามคลองไส้ไก่หรือทางน้ำต่างๆฝายจะช่วยชะลอความเร็วของน้ำและทำหน้าที่ดักตะกอนไม่ให้ไหลลงไปในหนองและยังนำตะกอนที่ได้กลับมาทำปุ๋ยหมักได้ด้วย ถ้าทุกพื้นที่เก็บน้ำฝนที่ตกลงมาเอาไว้ใช้ก็ไม่ต้องกลัวภัยแล้งหรือน้ำท่วมส่วนจะเก็บน้ำไว้ที่ไหนก็ต้องแล้วแต่ความเหมาะสมของแต่ละพื้นที่

การปลูกหญ้าแพงโกลา สำหรับใช้เป็นอาหารสัตว์

หญ้าแพงโกลา เป็นหญ้าที่มีอายุหลายปีต้นกึ่งตั้งกึ่งเลื้อย ลำต้นเล็ก ไม่มีขน ใบเล็กเรียวยาว ใบดกอ่อนนุ่ม มีลำต้นทอดนอนไปตามพื้นดินแตกรากและหน่อตามข้อ เมื่ออายุมากขึ้น ลำต้นจะทอดนอนไปตามพื้นดิน มีความยาว 40-64 ซม. มีปล้อง 7-13 ปล้อง ปล้องยาว 3-8 ซม. ใบยาว 12-19 ซม. กว้าง 4 มม. เหมาะสำหรับทำหญ้าแห้ง
ทนน้ำท่วมขัง เจริญเติบโตดีในดินที่มีความอุดมสมบูรณ์สูง เหมาะสำหรับปลูกในเขตชลประทาน หรือในพื้นที่ที่มีฝนตกเฉลี่ยมากกว่า 1,000 มม./ปีขึ้นได้ดีในดินหลายชนิดตั้งแต่ดินทรายจนถึงดินเหนียว ทนแล้งได้ดีแต่ก็สามารถเจริญเติบโตได้ในพื้นที่ชุ่มน้ำชื้นแฉะ ทนน้ำท่วมขังได้พอสมควร สามารถปลูกได้ทั้งพื้นที่ลุ่มและพื้นที่ดอน

ผลผลิตของหญ้าแพงโกลา น้ำหนักแห้ง 5.0-7.0 ตันต่อไร่ต่อปีมีโปรตีน 7-11 เปอร์เซ็นต์

[wpsm_toplist]

การปลูกหญ้าแพงโกลา

หญ้าแพงโกล่า

การปลูกในพื้นที่ลุ่ม

ช่วงเวลาปลูก สามารถปลูกหญ้าแพงโกลาในพื้นที่ลุ่ม ที่มีการให้น้ำชลประทานได้ตลอดทั้งปีการปลูกในพื้นที่ลุ่มให้เตรียมดินโดยการทำเทือกแบบนาหว่านน้ำตม
การเตรียมท่อนพันธุ์หญ้าแพงโกลา ใช้การตัดหญ้าแพงโกลาทั้งต้น เมื่ออายุ 50-60 วัน ท่อนพันธุ์ที่ได้ควรนำไปปลูกทันทีหากปลูกไม่ทันให้นำท่อนพันธุ์เก็บไว้ใน
ที่ร่มแล้วรดน้ำให้ชุ่ม ไม่ควรกองท่อนพันธุ์ให้สูงและหนามากเพราะจะร้อนและตายนึ่ง การปลูก หลังจากเตรียมดินทำเทือกไว้แล้ว ปรับระดับน้ำให้สูง10-15เซนติเมตร
ใช้ท่อนพันธุ์อัตรา 250-300 กิโลกรัมต่อไร่ หว่านท่อนพันธุ์ให้ทั่วแปลง แล้วนาบกดท่อนพันธุ์ให้จมน้ำด้วยท่อ PVC หรือท่อเหล็กนาบให้ท่อนพันธุ์จมน้ำ ให้แตะกับเทือก
ที่เตรียมไว้แช่ทิ้งไว้ประมาณ 1 สัปดาห์แล้วระบายน้ำออก เมื่อท่อนพันธุ์สัมผัสกับผิวดินระบบรากก็จะเจริญเติบโต หลังจากนี้รากของหญ้าสีขาวจะงอกยาว 3-5 ซม.หลังปลูกประมาณ 30 วัน หญ้าจะสูง 10-15 ซม.จึงปล่อยน้ำเข้าอีกครั้งขังน้ำไว้2 วัน แล้วระบายน้ำออก ขณะดินแฉะใส่ปุ๋ย 15-15-15 อัตรา 25-50 กก./ไร่ ปล่อยทิ้งไว้อีก 1-2 สัปดาห์จึงให้น้ำอีกครั้งพร้อมหว่านปุ๋ย 46-0-0 อัตรา 10 กก./ไร่ หลังการปลูกประมาณ 60 วันเริ่มสามารถตัดไปใช้เลี้ยงสัตว์ได้

การปลูกในพื้นที่ดอน

ช่วงเวลาปลูก ควรปลูกในช่วงต้นฤดูฝน เดือนพฤษภาคม-มิถุนายน เพราะหญ้าจะได้รับน้ำฝนทำให้หญ้าตั้งตัวเร็วและเจริญเติบโตได้ดี การเตรียมดินเช่นเดียวกับการปลูกพืชไร่ในช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม ทำการไถดะ (ใช้รถไถติดผาน 3 หรือ 4 จาน) ไถแปร (ใช้รถติดไถผาน 7 จาน) ไถพรวน (ใช้รถไถติดจอบหมุนตีนเป็ด) ไถในทิศทางสานกัน (ทิศตะวันออกไปตก แล้วไถสานทิศเหนือไปทิศใต้) เพื่อย่อยดิน และปรับหน้าดินให้ราบเรียบ อาจใส่ปุ๋ยอินทรีย์ เช่น ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก อัตรา 2-3 ตัน/ไร่ ในช่วงเตรียมดิน การเตรียมท่อนพันธุ์ ใช้ท่อนพันธุ์หญ้าแพงโกลาเช่นเดียวกับการปลูกในที่ลุ่ม เมื่ออายุ 50-60 วัน ใช้ท่อนพันธุ์อัตรา 250-300 กิโลกรัมต่อไร่ การปลูก หลังจาก ไถพรวนแล้ว ชักร่องห่างกัน 30 เซนติเมตร ลึกประมาณ 10 เซนติเมตร วางท่อนพันธุ์3-5 ท่อน เรียงต่อกันเป็นแถว ใช้ดินกลบเล็กน้อย ให้เหลือส่วนยอดไว้เล็กน้อย และเหยียบให้แน่น หรือใช้ท่อนพันธุ์หญ้าแพงโกลา 300-350 กิโลกรัมต่อไร่ หว่านให้เต็มพื้นที่ทั้งแปลง หลังหว่านเสร็จใช้รถฟาร์มแทร็กเตอร์ติดผานพรวน พรวนกลบทั้งแปลงโดยไม่พรวนกลบให้ลึกมาก ประมาณ 10 เซนติเมตร และควรให้น้ำทันทีหลังปลูกโดยให้ดินมีความชื้น 1-2 สัปดาห์ ภายในเวลา 5-7 วันหญ้าจะเริ่มแตกต้นอ่อนในช่วงเดือนแรกของการปลูกควรรักษาความชื้นของดิน ให้ดินมีความชื้นจะทำให้หญ้าแพงโกลาแตกหน่อได้ดีและเลื้อยเต็มพื้นที่ได้รวดเร็ว

การใส่ปุ๋ย

ก่อนปลูกควรใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 อัตรา 50-100 กิโลกรัมต่อไร่ เป็นปุ๋ยรองพื้น และควรใส่ปุ๋ยอินทรีย์ เช่น ปุ๋ยคอกร่วมด้วย ในแต่ละรอบของการตัดควรใส่ปุ๋ยยูเรีย (46-0-0) 2 ครั้งๆ ละ 10 กิโลกรัมต่อไร่ ครั้งแรกหลังตัด 1 วัน และครั้งที่ 2 หลังตัด 10-15 วัน หลังการให้น้ำแต่ละครั้งหรือขณะดินมีความชื้นเหมาะสม สำหรับ การใส่ปุ๋ยรองพื้น สูตร 15-15-15 ในปีต่อไปควรใส่ตอนต้นฤดูฝนขณะดินมีความชื้นเหมาะสม

การกำจัดวัชพืช

การปลูกหญ้าแพงโกลาในที่ลุ่มจะมีวัชพืชหลายชนิดได้แก่ กก เทียนนาหนวดปลาดุก และโสน ถ้าวัชพืชขึ้นไม่มากให้ใช้วิธีการตัดปรับเมื่อหญ้ามีอายุ 60 วัน วัชพืชจะถูกหญ้าแพงโกลาปกคลุมและจะลดปริมาณลงเมื่อตัดหญ้าจำนวน 2-3 ครั้ง หากมีวัชพืชในแปลงรุนแรงควรใช้สารเคมีกำจัดวัชพืชชนิดใบกว้าง เช่น สารกำจัดวัชพืช 2,4-D (Disodiumsalt) อัตรา 150 กรัม ผสมน้ำ 100 ลิตร ฉีดพ่นในพื้นที่ 1 ไร่ ให้ทั่วแปลงขณะดินมีความชื้นแต่ไม่มีน้ำท่วมขังแปลง ทิ้งไว้ไม่น้อยกว่า 3 วันถึงจะให้น้ำได้หา เป็นพื้นที่ดอน การกำจัดวัชพืชจะใช้วิธีการตัดปรับสภาพเพื่อกำจัดวัชพืช เป็นหลัก ถ้ามีวัชพืชหนาแน่นใช้การตัดปรับสภาพ 3-4 ครั้ง วัชพืชจึงจะลดลง

การให้น้ำ

การปลูกในพื้นที่ลุ่มหรือพื้นที่นา ควรมีการให้น้ำหลังจากการตัดหญ้าไป ใช้ประโยชน์ และให้น้ำครั้งต่อไปทุกๆ 10-15 วัน โดยวิธีการปล่อยน้ำเข้าแปลง ในปริมาณน้ำที่คาดว่าน้ำจะแห้งได้ภายใน 1-2 วัน การให้น้ำขึ้นกับความชื้นของดิน และสภาวะอากาศในแต่ละฤดูกาล ส่วนในพื้นที่ดอนที่ไม่สามารถปล่อยน้ำเข้าแปลงได้ ควรให้น้ำด้วยระบบน้ำฝอย หรือสปริงเกอร์ ทุกๆ สัปดาห์ ในช่วงฝนทิ้งช่วงหรือในฤดูแล้ง ปริมาณน้ำที่ต้องการในแต่ละครั้งของการเก็บเกี่ยวประมาณ 250 ลบ.ม./ไร่/45 วัน

การใช้ประโยชน์

การตัดหญ้าแพงโกลาไปใช้เลี้ยงสัตว์ควรตัดหญ้าครั้งแรก 60 วันหลังปลูก และตัดครั้งต่อไปทุกๆ 30-45 วัน ถ้าหญ้าเจริญเติบโตดีมากให้ตัดทุกๆ 30 วัน โดยตัดสูงจากพื้นดิน 5-10 เซนติเมตร การตัดหญ้าแพงโกลาในแต่ละครั้งจะได้น้ำหนักสด 3,000-4,000 กก./ไร่ หรือได้ผลผลิตเป็นน้ำหนักแห้ง 800-1,200 กก./ไร่ หญ้าแพงโกลา
ให้ผลผลิตมากหรือน้อยขึ้นกับความอุดมสมบูรณ์ของดิน สภาพภูมิอากาศ การใส่ปุ๋ย การให้น้ำ เป็นต้น ในรอบ 1 ปีสามารถตัดหญ้าแพงโกลาไปใช้ประโยชน์ได้6-8 ครั้ง หากเป็นพื้นที่ลุ่มอาจมีปัญหาการลงตัดยาก ไม่สามารถลงตัดได้เนื่องจากสภาพดินที่ชื้นแฉะจึงควรบริหารจัดการแปลงโดยการผันน้ำออกจากแปลงก่อนการตัดอย่างน้อย 10-15 วัน กรณีการใช้ประโยชน์แบบการปล่อยสัตว์เข้าแทะเล็มในแปลง ควรปล่อยสัตว์ลงแทะเล็มครั้งแรก เมื่อหญ้าอายุ 90 วัน เพื่อให้ระบบรากของหญ้าแพงโกลามีความแข็งแรงก่อน วงรอบการปล่อยแทะเล็มครั้งต่อไปทุกๆ ประมาณ 45 วัน หญ้าแพงโกลาเหมาะสำหรับใช้เลี้ยงโค กระบือ แพะ แกะ ม้า ในรูปหญ้าสด หญ้าแห้ง หรือหญ้าหมักการเก็บเกี่ยวหญ้าแพงโกลาที่อายุ 45 วัน มีวัตถุแห้ง (DM) 32%, มีโปรตีน 7.9% เยื่อใยรวม (CF) 27.9% คาร์โบไฮเดรตที่ย่อยง่าย NFE 52.5% เยื่อใย ADF 35.7% เยื่อใย NDF 63.3% และ เถ้า (Ash) 8.6% การเก็บเกี่ยวหญ้าแพงโกลาที่อายุมากกว่า 59 วัน มีวัตถุแห้ง (DM) 42%, มีโปรตีน 5.2% เยื่อใยรวม (CF) 29.6% คาร์โบไฮเดรตที่ย่อยง่าย NFE 55.5% เยื่อใย ADF 38.3% เยื่อใย NDF 65.3% และ เถ้า (Ash) 7.2%

การผลิตหญ้าแพงโกลาแห้ง

การผลิตหญ้าแพงโกลาแห้ง หมายถึงการทำให้ส่วนต่างๆของหญ้าแพงโกลาแห้ง มีความชื้นประมาณ 15 เปอร์เซ็นต์หรือน้อยกว่านั้น โดยคุณค่าทางอาหารลดน้อยที่สุด
ซึ่งสามารถเก็บถนอมไว้ให้สัตว์กินในฤดูกาลขาดแคลนอาหารสัตว์หญ้าแพงโกลาแห้งที่มีคุณภาพดีจะต้องมีธาตุอาหารที่จำเป็นสำหรับสัตว์ มีความน่ากิน อาจพิจารณาได้จาก สีกลิ่น ปริมาณใบ และสัตว์ชอบกินด้วย

ปัจจัยที่ควบคุมคุณภาพของหญ้าแห้ง

1. ต้องเป็นพืชที่มีคุณค่าทางอาหารสูง ให้ผลผลิตสูงและมีใบดกก้านและลำต้นไม่แข็ง ไม่อวบน้ำมากนัก เพราะถ้าอวบน้ำจะทำให้เสียเวลาในการผึ่งและตากแดดนาน
หญ้าแพงโกลาจึงเป็นพันธุ์ที่เหมาะสมเนื่องจากเป็นหญ้าที่ใบดก ลำต้นเล็ก ไม่อวบน้ำสามารถผลิตเป็นหญ้าแห้งได้ดี
2. การตัดหญ้าแพงโกลาเพื่อมาทำหญ้าแห้งในเวลาที่เหมาะสมจะมีอิทธิพลต่อคุณภาพของหญ้าแห้งมาก การตัดเมื่ออายุน้อยจะทำให้มีความชื้นมาก ผลผลิตน้ำหนักแห้งน้อยแต่เมื่อตัดเมื่ออายุมากจะทำให้การเพิ่มของเยื่อใยมาก ทำให้การย่อยได้ต่ำ และค่าโภชนะบางอย่างลดลง เช่น ค่าโปรตีน ฉะนั้นการทำหญ้าแพงโกลาแห้ง จะต้องคำนึงถึงคุณภาพควบคู่กับผลผลิตที่จะได้รับ อายุแพงโกลาที่เหมาะสมที่จะตัดทำหญ้าแห้งอยู่ในช่วง 30-45 วัน
3. วัชพืชหรือสิ่งปลอมปนในแปลงหญ้าแพงโกลา หากมีวัชพืชจำนวนมากจะทำให้ได้หญ้าแห้งคุณภาพไม่ดีสัตว์ไม่ชอบกิน วัชพืชบางอย่างยังอาจมีพิษต่อสัตว์อีกด้วย
จึงควรให้ความสำคัญกับการกำจัดวัชพืชในแปลงหญ้าแพงโกลา
4. หลังการผ ลิตเป็นหญ้าแห้ง การเก็บรักษาต้องอยู่ในสภาพที่เหมาะสม เช่นโรงเรือนที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก มีหลังคากันฝนเพื่อป้องกันการเกิดเชื้อรา

หญ้าเนเปียร์ปากช่อง 1 การปลูก การดูแล และการใช้ประโยชน์

หญ้าเนเปียร์ปากช่อง 1 เป็นหญ้าเนเปียร์ลูกผสมสายพันธุ์หนึ่งซึ่งเกิดจาก การคัดเลือกและส่งเสริมโดยสำนักพัฒนาอาหารสัตว์ ลักษณะทั่วไปเป็นหญ้าอายุหลายปี
ทรงต้นเป็นกอตั้งตรงสูง 2-4 เมตร แตกกอดีมีระบบรากแข็งแรง ชอบดินที่มีการระบายน้ำได้ดีมีความอุดมสมบูรณ์สูง ไม่ทนน้ำท่วมขัง ไม่ทนต่อการเหยียบยย่ำของสัตว์หญ้าเนเปียร์ปากช่อง 1 เป็นหญ้าที่เติบโตเร็ว สูงเต็มที่ประมาณ 4 เมตร ปรับตัวและเจริญเติบโตได้ดีในดินหลายสภาพ ชอบแสงแดดจ้า เหมาะสำหรับปลูกในประเทศไทย
ตอบสนองต่อปุ๋ยได้ดีไม่มีโรคและแมลงรบกวน สามารถปลูกหญ้าสำหรับตัดให้สัตว์กิน หรือนำมาทำหญ้าหมักเป็นอาหารหยาบคุณภาพดีของโคนม โคเนื้อ กระบือ แพะ แกะ หมู ไก่งวง และปลากินพืช สามารถนำมาเลี้ยงสัตว์ในรูปหญ้าตัดสด หญ้าหมัก และ อาหารผสมครบส่วน (TMR) เหมาะสำหรับเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ที่มีพื้นที่ปลูกหญ้าจำกัด มีระบบรากแข็งแรง แผ่กระจาย ดูดซึมน้ำดี ตอบสนองต่อการให้น้ำและปุ๋ยได้ดีมาก ลำต้นตั้งตรง แตกกอดีเจริญเติบโตเร็ว ให้ผลผลิตสูง โปรตีนสูง มีโภชนะที่สามารถย่อยได้สูง มีความน่ากินสูง สัตว์ชอบกิน ไม่มีระยะพักตัว ให้ผลผลิตได้ทั้งปีมีระยะออกดอกสั้น ขอบใบไม่คม ใบและลำต้นมีขนน้อยไม่คัน มีปริมาณน้ำตาลสูง สามารถนำมาผลิตเป็นหญ้าหมักคุณภาพดีได้

หญ้าเนเปียร์ปากช่อง 1

การปลูกหญ้าเนเปียร์ปากช่อง 1

หญ้าเนเปียร์ปากช่อง 1 สามารถปลูกได้ทั่วทุกภาคของประเทศไทย เจริญเติบโตได้ดีในดินหลายประเภท ดินร่วน ดินร่วนปนทราย ดินร่วนปนเหนียว ชอบดินที่มีการระบายน้ำดีและมีความอุดมสมบูรณ์ ทนแล้ง แต่ไม่ทนน้ำท่วมขัง ต้องการปริมาณนน้ำฝนประมาณ 1,000–1,200 มิลลิเมตรต่อปี การเตรียมดิน ทำการไถดะ (ใช้รถไถติดผาน 3 หรือ 4 จาน) ไถแปร (ใช้รถติดไถผาน 7 จาน) ไถพรวน (ใช้รถไถติดจอบหมุนตีนเป็ด)ไถในทิศทางสานกัน (ทิศตะวันออกไปตก แล้วไถสานทิศเหนือไปทิศใต้) ใส่ปุ๋ยอินทรีย์ เช่น ปุ๋ยคอกหรือ ปุ๋ยหมัก 2-4 ตันต่อไร่

การปลูกดำเนินการได้ 3 รูปแบบ ดังนี้

1) แบบปักทท่อนพันธุ์ เลือกทท่อนพันธุ์จากแปลงที่เจริญเติบโตสมบูรณ์แข็งแรงมีขนาดลำต้นสม่ำเสมอ อายุประมาณ 3 เดือน อัตราการปลูก 400-600 กิโลกรัม/ไร่
ควรปลูกเป็นแถว ระยะระหว่างแถว x หลุม 120 x 80 เซนติเมตร หรือ 100 x 100 เซนติเมตร ตัดทท่อนพันธุ์เฉียงเป็นทท่อนๆ (1 ทท่อนมี2 ข้อ) ปักเอียงทำมุมกับพื้นดิน
30 องศา โดย 1 หลุม ปักทท่อนพันธุ์2 ทท่อน ในลักษณะไขว้กัน

2) แบบวางทท่อนพันธุ์ในร่อง ชักร่องเป็นแถวแบบปลูกอ้อย ระยะระหว่างร่อง 120 เซนติเมตร วางท ท่อนพันธุ์ต ต่อกันในร่อง โดยให้ส่วนปลายยอดของท ท่อนหนึ่งซ้อนเหลื่อมกับส่วนโคนของอีกทท่อน ประมาณ 20 เซนติเมตร ใช้มีดสับทท่อนพันธุ์ให้สั้นลงเพื่อให้ทท่อนพันธุ์แนบดินที่สุด พร้อมเกลี่ยดินกลบทท่อนพันธุ์

3) แบบปลูกด้วยเครื่องปลูก เหมาะสำหรับการปลูกในพื้นที่ขนาดใหญ่ โดยใช้เครื่องปลูกอ้อยติดท้ายรถแทรกเตอร์ในการปลูก 1 ชั่วโมง สามารถปลูกได้ประมาณ
4 ไร่ ในพื้นที่ 1 ไร่ ใช้ท่อนพันธุ์600 กิโลกรัม

การใส่ปุ๋ยหญ้าเนเปียร์ปากช่อง 1

ใส่ปุ๋ยเคมีรองพื้นสูตร 15-15-15 อัตรา 50-100 กิโลกรัม/ไร่ (ขึ้นอยู่กับคุณภาพของดิน) ขณะเตรียมดิน และหลังการตัดหญ้าไปใช้ประโยชน์แต่ละครั้งอาจใช้ไถสิ่ว
(Ripper) ไถแหวกลงระหว่างแถว แล้วใส ่ปุ๋ยมูลสัตว์รอบๆ กอ ประมาณ 0.5–1 กิโลกรัม/กอ ร่วมกับปุ๋ยยูเรียที่กอหญ้าปริมาณ 1 ช้อนโต๊ะ/กอ หรืออัตรา 10–20 กิโลกรัม/ไร่และควรใส่ปุ๋ยบำรุงตอทันทีหลังการเก็บเกี่ยว เมื่อดินมีความชื้นเหมาะสม

การกำจัดวัชพืช

กำจัดวัชพืชหลังปลูกครั้งแรกที่อายุ 2-4 สัปดาห์และทุกครั้งหลังการเก็บเกี่ยว โดยใช้แรงงานคน (ใช้จอบถากวัชพืช) ใช้รถไถนาเดินตาม ติดไถแหวกร่อง หรือใช้รถไถติดจอบหมุนกำจัดวัชพืชระหว่างแถว ตามด้วยการใช้จอบถากระหว่างต้น

การใช้ประโยชน์

หญ้าเนเปียร์ปากช่อง 1 เมื่ออายุ60-75 วันหลังปลูก ให้ดำเนินการตัดใช้ประโยชน์ครั้งแรก และการตัดครั้งต่อไป ตัดทุกๆ 60 วัน (ปีละ 5-6 ครั้ง) ในแปลงขนาดเล็ก การเก็บเกี่ยวผลผลิตโดยใช้มีด หรือใช้เครื่องตัดหญ้าสะพายไหล่ ควรตัดให้ชิดดินมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ส่วนในแปลงขนาดใหญ่อาจใช้เครื่องตัดสับพืชอาหารสัตว์ แบบ Double chop ในการตัดเก็บเกี่ยวผลผลิต เพื่อลดระยะเวลาในการเก็บเกี่ยวและลดการใช้แรงงานคนในการตัดหญ้าเนเปียร์ปากช่อง 1 ให้ผลผลิตสูงประมาณ 80 ตันต่อไร่ต่อปี(น้ำหนักสด) ภายใต้การจัดการแบบประณีต เช่น มีระบบการให้น้ำหลังการตัดได้ทันทีพื้นที่เป็นดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ สามารถใส่ปุ๋ยคอก และปุ๋ยเคมีได้ตามความต้องการของหญ้าเนเปียร์ปากช่อง 1 เก็บเกี่ยวได้ชิดดินและตอไม่ช้ำ เป็นต้น แต่ถ้าภายใต้ การจัดการแบบปกติทั่วไป เช่น ปลูกในพื้นที่ไม่มีระบบชลประทาน ใช้น้ำฝน ดินไม่อุดมสมบูรณ์และการเก็บเกี่ยวไม่ถูกต้อง เป็นต้น จะให้ผลผลิตประมาณ 35-40 ตันต่อไร่ต่อปี(น้ำหนักสด) หญ้าเนเปียร์ปากช่อง 1 สามารถเก็บเกี่ยวได้ทั้งปี(6 ครั้งต่อปี)
ให้ผลผลิตต่อเนื่องประมาณ 8-9 ปี หญ้าเนเปียร์ปากช่อง 1 หากเก็บเกี่ยวที่อายุ 45 วัน มีวัตถุแห้ง (DM) 15% มีโปรตีน (CP) 10-12% หากเก็บเกี่ยวที่อายุ 60 วัน มีวัตถุแห้ง (DM) 18% มีโปรตีน (CP) 8-10% การตัดหญ้าที่อายุน้อยกว่า 60 วัน จะมีวัตถุแห้งหรือนน้ำหนักแห้งน้อย มีน้ำอยู่มาก ไม่เหมาะกับการนำมาทำหญ้าหมัก จากผลผลิตหญ้าเนเปียร์ ปากช่อง 1 ภายใต้การจัดการแบบประณีต การปลูกในพื้นที่ 1 ไร่ สามารถใช้ประโยชน์ นำมาเลี้ยงโครีดนมได้5-6 ตัว

การให้น้ำ

ปริมาณน้ำที่หญ้าเนเปียร์ปากช่อง 1 ต้องการในแต่ละช่วงเวลาของพืช ตั้งแต่ในระยะตั้งตัว (อายุ 1-20 วัน) ต้องการน้ำประมาณ 4 มิลลิเมตร/ต้น/วัน เป็นช่วงที่มีความสำคัญมากที่สุดในการปลูก เนื่องจากต้องการใช้น้ำในการงอกของท่อนพันธุ์ระยะเติบโตทางต้นและใบ (อายุ 21-60 วัน) ต้องการน้ำ4.5 มิลลิเมตร/ต้น/วัน หรือมีปริมาณน้ำที่ต้องการในแต่ละครั้งของการเก็บเกี่ยวประมาณ 360 ลูกบาศก์เมตร/ไร่/60 วัน การให้น้ำอาจให้สัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง ขึ้นกับความชื้นของดิน และสภาวะอากาศ ในแต ่ละฤดูกาล รูปแบบการให้น้ำมีหลายรูปแบบ เช่น เทปน้ำหยด เทปน้ำพุ่ง สปริงเกอร์ หรือปล่อยหลากเข้าแปลง แต่ที่นิยมคือ การใช้แบบสปริงเกอร์ขนาดใหญ่ ซึ่งสะดวกไม่กีดขวางในการเก็บเกี่ยว และสามารถกระจายน้ำได้ทั่วทั้งแปลง